เทรนด์ท่องเที่ยวประจำปี 2026

 

 

แปลและเรียบเรียงโดย นายบัณฑิต เอนกพูนสินสุข

ที่มา: Amadeus Insights Travel Trends 2026

 

บทนำ:

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญประกอบด้วยเทคโนโลยี วัฒนธรรม และความคาดหวังของผู้บริโภค เทรนด์ท่องเที่ยว 6 เทรนด์ต่อไปนี้ คือแนวโน้มสำคัญที่จะกำหนดทิศทางอุตาหกรรมการท่องเที่ยวในปี 2026

  1. Pawprint Economy – เศรษฐกิจเพื่อนเที่ยวสี่ขา
  2. Travel Mixology – เชื่อทั้งคน เชื่อทั้งคอม
  3. Point-to-Point Precision – เที่ยวบินระยะไกลสะดวกสบาย ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่อง
  4. Pop Culting – การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วย Pop Culture และพฤติกรรมเฉพาะของ Fandom
  5. Pick ’n’ Stays – โรงแรมที่ปรับแต่งได้ตามใจ
  6. InnovaTourism – การเดินทางเพื่อสัมผัสเทคโนโลยีสุดล้ำ

 

แนวโน้มที่ 1: Pawprint Economy – เศรษฐกิจเพื่อนเที่ยวสี่ขา

ภาพรวม

ยุคของการตลาดดึงดูดความสนใจคนเลี้ยงสัตว์แบบฉาบฉวยด้วยการสร้างกิมมิคเล็ก ๆ ในผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง อย่างการนำเสนอไวน์ไร้แอลกอฮอล์สำหรับสัตว์เลี้ยง ‘ Pawsecco ‘ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ในปี 2026 สัตว์เลี้ยงจะไม่ถูกปฏิบัติเหมือนของเล่นหรือเครื่องประดับเพื่อตอบสนองความสุขและอารมณ์ขบขันให้เจ้าของอีกต่อไป แต่พวกมันได้กลายเป็นคนในครอบครัวที่มีศักดิ์ศรี ที่ต้องได้รับการบริการและดูแลเอาใจใส่ที่เท่าเทียมและมีคุณภาพดุจนักเดินทางคนหนึ่ง

ปัจจัยสนับสนุน

การเดินทางร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้เปลี่ยนจากเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว กลายเป็นเรื่องปกติไปเรียบร้อยแล้ว Bloomberg ได้คาดการณ์ไว้ว่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงทั่วโลกจะมีมูลค่าการเติบโตสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของคนที่เริ่มมีสัตว์เลี้ยง สอดคล้องกับผลสำรวจผู้บริโภคของ Mars ที่พบว่าในปัจจุบันกว่า 56% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีสัตว์เลี้ยงอยู่ในครอบครอง และ 47% ของผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงคือผู้ที่เริ่มเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ ผลการศึกษาพฤติกรรมนักเดินทางชาวสหรัฐอมริกาและสหราชอาณาจักรของบริษัท Shape Insight ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มพฤติกรรมของนักเดินทาง ที่กว่า 27% พาสัตว์เลี้ยงเดินทางไปท่องเที่ยวในทริปสำคัญประจำปี 2025 เป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ดี แม้ว่าแนวโน้มความต้องการเดินทางท่องเที่ยวกับสัตว์เลี้ยงจะเติบโตเพิ่มขึ้น แต่บรรดาเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็ยังมีความกังวลในการนำสัตว์เลี้ยงไปเที่ยวอยู่บ้าง โดยกว่า 21% ของนักเดินทางที่เลี้ยงสัตว์ไม่เชื่อว่าโรงแรมที่พักที่อ้างว่าเป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยงนั้นจะเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงจริง ๆ และกว่า 42% เกรงว่าการเดินทางท่องเที่ยวจะทำให้สัตว์เลี้ยงมีความเครียดมากขึ้น

 

ตัวอย่างการบริการที่ตอบโจทย์เทรนด์

  1. China Railway Express

ที่มาภาพ: China Daily 2025

China Railway Express ในประเทศจีน ได้เริ่มทดลองให้บริการรถไฟที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเส้นทางสายปักกิ่ง–เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็น หนึ่งในเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดในจีน การนำร่องบริการนี้จึงไม่ใช่เพียงการทดลองทั่วไป ๆ แต่เป็นการทดสอบในตลาดที่มีความต้องการสูง

  1. Dog Relais Hotel

ที่มาภาพ: Airport World 2025

Dog Relais คือโรงแรมพรีเมียมสำหรับฝากสุนัขในสนามบินฟิอูมิชิโนของกรุงโรม (Rome Fiumicino Airport) ประเทศอิตาลี โรงแรมสุนัขแห่งนี้ออกแบบมาเพื่อทำให้การเดินทางของผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยงง่ายและสะดวกสบายขึ้น ปราศจากความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของพวกเขา ที่นี่มีบริการรับสัตว์เลี้ยงจาก Terminal มายังห้องพักส่วนตัว สัตว์เลี้ยงที่เข้ามาใช้บริการจะได้รับการบริการสุดพิเศษ ตั้งแต่มีห้องพักควบคุมอุณหภูมิ บริการกรูมมิ่งอาบน้ำแต่งขน การทำสุคนธบำบัด หรือบำบัดโดยการใช้กลิ่น (Aromatherapy) และการ Video call หาเจ้าของระหว่างฝากเลี้ยง และเมื่อเจ้าของเดินทางกลับมาก็สามารถรับสัตว์เลี้ยงกลับไปพร้อมกันได้ทันทีจากสนามบิน

  1. SkyePets

ที่มาภาพ: SkyePets 2025

SkyePets คือการให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำระดับพรีเมียมที่ให้สัตว์เลี้ยงได้เดินทางร่วมกับเจ้าของ ได้ใช้พื้นที่ร่วมกัน และได้อยู่ใกล้ชิดกันตลอดการเดินทาง สัตว์เลี้ยงไม่ต้องถูกแยกไปยังช่องทางขนส่งสัตว์เลี้ยงแบบดั้งเดิม ตอนนี้ SkyePets มีแผนให้บริการสำหรับเที่ยวบิน Long-Haul ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก (Transpacific) แล้ว โดยเส้นทางที่จะเปิดให้บริการในปี 2026 ได้แก่ Los Angeles-Melbourne (มีนาคม 2026) Los Angeles-Auckland (มีนาคม 2026) และ London-New York (ภายในปี 2026)

 

แนวโน้มที่ 2: Travel Mixology – เชื่อทั้งคน เชื่อทั้งคอม

ภาพรวม

ย้อนกลับไปช่วงการเปิดตัวของ ChatGPT เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 หลังจากนั้นไม่นานผู้คนหลายล้านคนต่างหลั่งไหลเข้าไปใช้งาน ChatGPT จนมีผู้ใช้งานรายเดือนสูงถึง 100 ล้านคน ภายหลังจากเปิดตัวเพียงแค่สองเดือน แม้ว่า Generative AI อย่าง ChatGPT จะฉลาดและช่วยลดภาระได้ในหลาย ๆ มิติ แต่อย่างไรก็ดี การนำมาใช้ในการวางแผนการเดินทางนั้นยังไม่ราบรื่นและตอบโจทย์ได้ดีเท่าที่ควร

ในปี 2026 นักเดินทางจะค้นพบวิธี/รูปแบบการวางแผนการเดินทางที่เหมาะสมและลงตัวตามสไตล์และแบบฉบับของตน พวกเขาจะไม่วางแผนการเดินทางโดยพึ่งพาเครื่องมือ Generative AI เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาจะใช้วิธีผสมผสานที่เรียกว่า “Travel Mixology” โดยสลับไปมาระหว่างแพลตฟอร์มต่าง ๆ ข้อมูลคำแนะนำจากผู้คน และเทคโนโลยีทั้งแบบเก่าและแบบใหม่

ปัจจัยสนับสนุน

จากผลการสำรวจของ Amadeus ประจำปี 2025 พบว่านักเดินทางทั่วโลกมีอัตราการใช้เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI เพื่อวางแผนการท่องเที่ยว ก้าวกระโดดจาก 11% เป็น 18% ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตต่อปีถึง 64%

แม้ว่านักเดินทางมีแนวโน้มที่จะใช้งานเครื่องมือประเภท Generative AI ในการวางแผนการเดินทาง แต่ผลการสำรวจกลับพบว่ามีเพียง 46% เท่านั้นที่เชื่อในคำแนะนำของ AI และกว่า 25% ยังมีประสบการณ์การได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดหรือล้าสมัยจากการแนะนำของ AI

นอกจากนี้จากผลการสำรวจของ Amadeus เกี่ยวการจัดอันดับแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ในการวางแผนท่องเที่ยวของนักเดินทางประจำปี 2025 ยังพบว่า นักเดินทางกว่า 36% มองว่าการบอกเล่าแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) มีความน่าเชื่อถือและมีอิทธิพลมากที่สุด ตามมาด้วยวิดีโอที่สร้างขึ้นโดยนักเดินทางเอง (User-generated video) 26% 

ตัวอย่างการบริการที่ตอบโจทย์เทรนด์

  1. Expedia’s Trip Matching

ที่มาภาพ: www.expedia.com

Expedia’s Trip Matching เป็นฟีเจอร์ใหม่ของ Expedia ที่เปิดใช้งานเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งานสามารถแชร์ Instagram Reels การท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ/สนใจไปยังแอปพลิเคชัน Expedia จากนั้นระบบ AI ของ Expedia จะแปลงข้อมูลจาก Reels ให้กลายเป็นแผนการท่องเที่ยว (Travel Itinerary) ได้ทันที โดยอาศัยเทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ภาพและวิดีโอ

  1. Flight Deals by Google Flights

ที่มาภาพ: blog.google.com

 

Flight Deals คือฟีเจอร์การค้นหาบัตรโดยสารเครื่องบินแบบใหม่ภายใต้แพลตฟอร์ม Google Flights ที่ทำงานร่วมกับข้อมูลการบินของ Amadeus ซึ่งแตกต่างจากการค้นหาบัตรโดยสารเครื่องบินทั่วไปที่ต้องระบุจุดหมายปลายทาง แต่ฟีเจอร์นี้ให้ผู้ใช้งานบรรยายความต้องการเชิงบรรยากาศและอารมณ์การท่องเที่ยว ยกตัวอย่างเช่น “อยากเที่ยวทะเลราคาถูก” หลังจากนั้นระบบจะทำการวิเคราะห์ความต้องการจากคำบรรยายและ Matching จุดหมายปลายทาง เพื่อนำเสนอราคาบัตรโดยสารจริงจากข้อมูลของ Amadeus ให้กับผู้ใช้งาน

 

แนวโน้มที่ 3: Point-to-Point Precision – เที่ยวบินระยะไกลสะดวกสบาย ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่อง

ภาพรวม

นวัตกรรมการบินกำลังทำให้การเดินทางทางอากาศใช้เวลาลดลง นักเดินทางสามารถเข้าถึงจุดหมายใหม่ ๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ในปี 2026 เครื่องบินลำตัวแคบ (Narrow-body aircrafts) สำหรับใช้บินระยะไกลจะเริ่มมีให้บริการมากขึ้น เครื่องบินเหล่านี้มีลำตัวที่ไม่ใหญ่และมีช่องทางเดินเดียว รวมทั้งได้รับการพัฒนาให้มีเทอร์โบแฟน (Turbofan) ที่ช่วยเพิ่มระยะทางการบินให้สามารถบินได้ไกลกว่าเดิมโดยไม่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องบ่อย ๆ ตัวอย่างของเครื่องบินลำตัวแคบสำหรับใช้บินระยะไกลที่โดดเด่น และมีกำหนดส่งมอบระหว่างปี 2025-2026 คือเครื่องบินรุ่น A321XLR โดยบริษัท Airbus ที่บินได้ไกลกว่า 4,700 ไมล์ทะเล (8,700 กิโลเมตร)

ปัจจัยสนับสนุน

เครื่องบินลำตัวแคบสำหรับบินระยะไกลถูกออกแบบให้ช่วยลดแรงต้านอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการบิน โดยมีอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงต่อที่นั่งเพิ่มขึ้นราว ๆ 25–30% เมื่อเทียบกับเครื่องบินรุ่นก่อน ส่งผลให้หลายสายการบินสนใจและสั่งซื้อ เห็นได้จากยอดสั่งซื้อของเครื่องบิน A321XLR ที่มีมากกว่า 550 ลำ

แนวโน้มการท่องเที่ยวนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะความเร็วในการเดินทางเท่านั้น แต่เครื่องบินรุ่นใหม่จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีและมาตรฐานความสบายแบบใหม่ ที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมการบินต้องแข่งขันกันพัฒนาบริการและมาตรฐานความสบายระหว่างการบิน สอดคล้องกับผลสำรวจของ Amadeus ที่พบว่านักเดินทางทั่วโลกต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางทางอากาศ โดยกว่า 69% เลือกเดินทางเข้า Gate โดยสแกนไบโอเมตริกซ์เพราะไม่ต้องการที่จะเสียเวลาแสดงหนังสือเดินทาง

 

ตัวอย่างการบริการที่ตอบโจทย์เทรนด์

  1. Iberia Airlines

ที่มาภาพ: iberia.com

สายการบินไอบีเรีย สายการบินแห่งชาติของประเทศสเปน คือ สายการบินแรกของโลกที่ได้รับมอบเครื่องบิน A321XLR ลำแรกตั้งแต่ปลายปี 2024 และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2024 ในเส้นทางจากเมืองมาดริดไปยังเมืองบอสตัน (MAD-BOS)

  1. IndiGo Airlines

ที่มาภาพ: AV8 Photos / Shutterstock.com

IndiGo Airlines สายการบินราคาประหยัด (Low-Cost Carrier) เริ่มเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงระหว่างอินเดีย–กรีซ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วยเครื่องบินรุ่น Airbus A321XLR ในเส้นทาง เดลี-เอเธนส์ (DEL-ATH) และ มุมไบ-เอเธนส์ (BOM-ATH) เมื่อเดือนมกราคม 2026

  1. Project Sunrise by Qantas

ที่มาภาพ: qantas.com

Project Sunrise คือโครงการบินตรงระยะไกลของสายการบิน Qantas ที่ตั้งเป้าจะเปิดเที่ยวบินตรงไม่แวะพักระหว่าง ซิดนีย์–ลอนดอน และ ซิดนีย์–นิวยอร์ก เป็นครั้งแรกของโลก โดยใช้เครื่องบิน Airbus A350‑1000ULR รุ่นพิเศษที่ได้รับการดัดแปลงเพื่อรองรับการบินต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานถึง 22 ชั่วโมง โดยมีกำหนดเปิดให้บริการหลังได้รับมอบเครื่องบินรุ่นดังกล่าวในปี 2026

 

แนวโน้มที่ 4: Pop Culting – การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วย Pop Culture และพฤติกรรมเฉพาะของ Fandom

ภาพรวม

ยุคทองของการท่องเที่ยวเพื่อตามถ่าย Landmark และสถานที่ตามกระแสกำลังจะผ่านพ้นไป ในปี 2026 วัฒนธรรม Pop Culture จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ Content ให้เสพผ่านหน้าจออีกต่อไป แต่ได้พัฒนากลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม หรือ Cultural IP (Cultural Intellectual Property) ที่สามารถผลักดันให้ผู้คนปิดโทรทัศน์และออกเดินทางข้ามประเทศ/ข้ามทวีป เพื่อตามหาความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวหรือตัวละครที่พวกเขาหลงรักและชื่นชอบ

จากตุ๊กตาลาบูบู้ (Labubu) ที่ได้รับความนิยมจนมียอดขายทั่วโลก กว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  (ประมาณ 35,000 ล้านบาท) ในปี 2025 ไปจนถึงซีรีส์ Netflix บริดเจอร์ตัน (Bridgerton) ที่ผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจเมืองบาธ (Bath) ผ่านการท่องเที่ยวต่อปี กว่า 5 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณ 210 ล้านบาท) วัฒนธรรม Pop Culture ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแส แต่ได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเดินทางท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้นักเดินทางออกไปสัมผัสกับสถานที่จริงนอกจอภาพยนตร์ การออกไปทำกิจกรรม รับประทานอาหาร หรือ Workshop ต่าง ๆ ตามรอยซีรีส์

ปัจจัยสนับสนุน

ในยุคดิจิทัลที่พฤติกรรมผู้บริโภคแบ่งแยกแตกเป็นกลุ่มเฉพาะ (Audience Fragmentation) ผู้คนเสพ Content เฉพาะกลุ่มตามความสนใจของตัวเองและคำแนะนำของอัลกอริทึม แตกต่างจากในอดีตอย่างยุค 90s ที่ผู้บริโภคทุกกลุ่มเสพสื่อเดียวกัน

การแบ่งแยกแตกเป็นกลุ่มย่อยตามความชื่นชอบของผู้บริโภคก่อให้เกิดกระแสแฟนด้อมในหัวข้อต่าง ๆ ผลักดันให้เกิดความต้องการในการเดินทางตามรอยไปยังสถานที่ หรือทำกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับ Pop Culture นั้น ๆ สอดคล้องกับผลการวิจัยของ Data Axle ที่พบว่า 73% ของผู้บริโภค Gen Z และ Millennials ต้องการไปเที่ยวตามรอยซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่พวกเขาชื่นชอบ โดย 66% ของ Gen Z ใช้ TikTok และ IG เป็นแรงบันดาลใจในการเลือกจุดหมาย

ตัวอย่างการบริการที่ตอบโจทย์เทรนด์

  1. Airbnb Originals

 

ที่มาภาพ: news.airbnb.com

Airbnb เปิดตัวหมวดหมู่การให้บริการใหม่ Airbnb Originals ที่มอบประสบการณ์การเข้าร่วมกิจกรรมสุด Exclusive จัดโดยบุคคลที่มีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก หรือครีเอเตอร์ชื่อดัง ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ เรียนฟันดาบคาตานะกับ Tetsuro Shimaguchi นักแสดงและผู้ออกแบบคิวบู๊ศิลปะป้องกันตัวญี่ปุ่นเลื่องชื่อจากภาพยนตร์ Kill Bill ภายในศาลเจ้าเก่าแก่ในกรุงโตเกียว และการเข้าร่วมการอัด Podcast ของ Conan O’Brien ที่นิวยอร์ก

  1. Virgin Voyages – True Crime

ที่มาภาพ: Virgin Voyages 2025

Virgin Voyages เปิดตัวทริปล่องเรือ True Crime Voyage ภายใต้ธีมการเล่าเรื่องคดีอาชญากรรมที่เคยเกิดขึ้นจริง ทริปล่องเรือ 5 คืนนี้ออกแบบมาสำหรับสาวก Podcast iHeartPodcasts (เครือข่าย Podcast อันดับ 1 ของโลก) ผู้ชื่นชอบการรับฟังเรื่องราวคดีอาชญากรรม ผู้เข้าร่วมทริปจะได้สัมผัสกับกิจกรรมมากมาย อาทิ 1) การร่วมอัด Podcast เล่าเรื่องคดีอาชญากรรมสด ๆ บนเรือ 2) Workshop สอนทำ Podcast และสอนเทคนิคการเล่าเรื่อง 3) Meet & Greet กับผู้จัดรายการ True Crime ชื่อดัง เป็นต้น

 

แนวโน้มที่ 5: Pick ’n’ Stays – โรงแรมที่ปรับแต่งได้ตามใจ

ภาพรวม

ในปี 2026 โรงแรมจะเพิ่มและปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ จากการขายห้องพักแบบเดิม ๆ ที่แบ่งตามขนาดและประเภท สู่โมเดลใหม่ที่เรียกว่า Pick ’n’ Stays ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการใหม่ที่ให้ผู้เข้าพักสามารถเลือกปรับแต่งทุกองค์ประกอบของห้องพักได้เองตามความต้องการ เหมือนการเลือกเมนูหรือ Customise สินค้า ยกตัวอย่างเช่น การเลือกให้ห้องพักมีเครื่องเล่นเกม ชุดโยคะ หรือห้องทำงานส่วนตัว

 

ปัจจัยสนับสนุน

เทรนด์ Pick ’n’ Stays ได้รับแรงผลักดันจากนักเดินทางที่ต้องการห้องพักที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของพวกเขามากกว่าห้องประเภทเดิม ๆ โดยมีสถิติสนับสนุนหลายอย่าง เช่น

จากผลการสำรวจของ Amadeus พบว่า 63% ของนักเดินทางยินดีจ่ายเงินเพิ่มจากราคาห้องปกติ แลกกับคุณสมบัติเฉพาะในการปรับแต่งห้องพักเดิม ๆ เพื่อให้ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง เช่น ม่านทึบแสง ห้องมุม และอุปกรณ์ไลฟ์สไตล์ (อย่างเสื่อโยคะ ห้อง Setup สำหรับดูภาพยนตร์ และเครื่องเล่นเกม)

นอกจากนี้สำหรับนักเดินทางกลุ่ม Business Traveller ยังพบว่า กว่า 17% พร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 20% เมื่อใช้บริการที่พักโรงแรม หากโรงแรมสามารถเสริมทางเลือกการให้บริการด้านธุรกิจภายในแพ็กเกจ เช่น  การพิมพ์เอกสาร เครื่องสแกนเนอร์ และอุปกรณ์สำหรับประชุมออนไลน์

ตัวอย่างการบริการที่ตอบโจทย์เทรนด์

  1. Hotelverse

 

ที่มาภาพ: Hotelverse

Hotelverse ผู้ให้บริการเทคโนโลยี 3D Digital Twin นำเสนอการให้บริการโมเดลการจองที่พักแบบ 3D บนแพลตฟอร์มการจองที่พัก ที่ช่วยให้ผู้เข้าพักสามารถเลือกชมและสำรวจห้องพักแบบเจาะจงได้ ก่อนทำการจองผ่านโมเดล 3D ผู้จองที่พักผ่านเว็บไซต์จองที่พักและซื้อบริการของ Hotelverse จะสามารถเลือกห้องพักได้แบบเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของห้องพัก วิวภายนอกหน้าต่าง และตำแหน่งภายในอาคาร เป็นต้น

  1. Amadeus – iHotelier

ที่มาภาพ: Amadeus Hospitality 2025

Amadeus iHotelier คือ ระบบจัดการการจองห้องพักโรงแรม (Central Reservation System – CRS) รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากระบบการจองแบบเดิม ภายใต้ระบบ iHotelier โรงแรมสามารถบริหารจัดการห้องพักได้อย่างละเอียดมากขึ้น นอกจากนี้ระบบดังกล่าว ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการนำเสนอขายประสบการณ์การจองเฉพาะบุคคล (Personalised Booking) โรงแรมสามารถเปิดช่องทางการปรับแต่งประสบการณ์สำหรับขาย ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติเสริมต่าง ๆ ภายในห้อง หรือการออกแบบแพ็กเกจบริการ เช่น ห้องที่มีอุปกรณ์สำหรับทำงาน อุปกรณ์ออกกำลังกาย ห้องสายสุขภาพ หรืออุปกรณ์ด้านความบันเทิงต่าง ๆ เช่น เครื่องเล่นเกม Xbox เป็นต้น 

 

  1. The Peninsula Hotels

ที่มาภาพ: Peninsula 2025

The Peninsula Hotels เป็นเครือโรงแรมหรูที่มีความโดดเด่นด้านการให้บริการแบบ Personalised Luxury ภายในห้องพักมีระบบควบคุมแบบดิจิทัลผ่าน Tablet ที่สามารถปรับแต่งสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การพักผ่อนได้ด้วยตนเองอย่างละเอียด เช่น แสงไฟ อุณหภูมิ ม่าน และระบบความบันเทิงต่าง ๆ นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถเลือกหมอนได้หลากหลายรูปแบบตามความนุ่มสบาย 

แนวโน้มที่ 6: InnovaTourism – การเดินทางเพื่อสัมผัสเทคโนโลยีสุดล้ำ

ภาพรวม

นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ล้ำสมัยกำลังจะเปลี่ยนเมืองต่าง ๆ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งอนาคต ในปี 2026 นักท่องเที่ยวจะออกเดินทางเพื่อค้นหาประสบการณ์ที่ทำให้พวกเขาเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการได้สั่งอาหาร/สินค้าที่มีโดรนมารับ-ส่ง Order ถึงที่ การได้ใช้บริการหุ่นยนต์ช่วยยกกระเป๋าที่สนามบิน หรือแม้แต่การได้ใช้บริการ Taxi ไร้คนขับ การบริการเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเกิดขึ้นแค่ในฉากภาพยนตร์ Sci-fi อีกต่อไป แต่มันคือประสบการณ์จริงที่หลายประเทศ โดยเฉพาะ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา พยายามผลักดันและทุ่มงบประมาณให้กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ก้าวล้ำ และกลายเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดผู้คนทั่วโลกให้เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศของตน

ปัจจัยขับเคลื่อน

โซเชียลมีเดียกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของเทรนด์ InnovaTourism โดยเฉพาะเมื่อความล้ำสมัยและความยิ่งใหญ่ ได้รับการเผยแพร่ และกลายเป็นไวรัลผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น Tenz Tangquan Life Spa สปา Complex 24 ชั่วโมง สุดไฮเทค 5 ชั้น ในนครเซินเจิ้น ประเทศจีน ที่ได้รับความสนใจอย่างมหาศาลในแพลตฟอร์ม TikTok ในปี 2025 ที่ผ่านมา ด้วยดีไซน์ภายในที่สว่างไสว การตกแต่งสุดล้ำ ผนวกกับการให้บริการแบบครบวงจร ทั้ง การแช่ออนเซ็น อบซาวน่า เล่นวิดีโอเกม (อาทิ PlayStation VR บอร์ดเกม) บริการอาหารไม่จำกัด และโซนพักผ่อน ครบ จบในที่เดียว จนทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาท่องเที่ยวตามกระแสกัน 

จากข้อมูลของ Amadeus Travel Intelligence พบว่า จำนวนการค้นหาเที่ยวบินไปเซินเจิ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นกว่า 48% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากระแสความนิยมด้านเทคโนโลยีและดีไซน์มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเลือกจุดหมายปลายทาง โดยเฉพาะเมืองที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมอย่างเซินเจิ้น ที่รวบรวมทั้งเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และการลงทุนไว้ในที่เดียว

InnovaTourism กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอนาคต โดยหากมองถึงปี 2036 ความตื่นเต้นที่นักเดินทางได้ทดลองนั่งรถยนต์ไร้คนขับจะถูกแทนที่ด้วยรูปแบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าไปอีกระดับ จากผลการวิจัยของ Amadeus พบว่า นักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 60% มีความสนใจที่จะใช้บริการเที่ยวบิน Hypersonic ที่สามารถเดินทางได้รวดเร็วกว่าเสียงถึง 5 เท่า ลดระยะเวลาการเดินทางจากลอนดอนไปนิวยอร์กเหลือเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง ในขณะที่อีก 59% ของนักเดินทางอยากที่จะทดลองใช้บริการระบบขนส่งความเร็วสูงอย่าง Hyperloop เพื่อเดินทางระหว่างเมืองใหญ่ 

กระแสความสนใจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมการเดินทางความเร็วสูงกำลังจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวในอนาคต และจะกลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนคาดหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ

ตัวอย่างการบริการที่ตอบโจทย์เทรนด์

  1. Waymo driverless taxi

ที่มาภาพ: Waymo 2025

กระแสเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่กำลังดึงดูดผู้ใช้งานกลุ่ม Early adopters โดยเฉพาะในเมืองอย่างซานฟรานซิสโก ซึ่งมีการใช้งานแท็กซี่ไร้คนขับของ Waymo ที่แพร่หลาย เมืองแห่งนี้เริ่มมีผู้ให้บริการจัดทัวร์อิสระนำบริการแท็กซี่ไร้คนขับมารวมไว้ในแพ็กเกจทัวร์ ยกตัวอย่างเช่น ทัวร์พาชมเมืองด้วยแท็กซี่ไร้คนขับของ Waymo ระยะเวลา 3 ชั่วโมง ที่จัดโดย Dara Mihaly ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำทัวร์ท่องเที่ยว

  1. Submersive

ที่มาภาพ: Submersive 2025

Submersive คือ Immersive art bathhouse หรือ สปาเชิงศิลปะและเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ตอบสนองต่อชีวสัญญาณ (Biometric Interaction) ของร่างกาย เพื่อสร้างประสบการณ์หลอมรวมศิลปะ เทคโนโลยี และการเยียวยาในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน สถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากไอเดียของ Corvas Brinkerhoff หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ Meow Wolf ทีมศิลปะที่มีชื่อเสียงในการสร้าง Immersive Art ระดับโลก มีกำหนดเปิดในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ในปี 2026

จุดเด่นของ Submersive คือการผสมผสานงานศิลปะ วิทยาศาสตร์สมอง (Modern Neuroscience) เทคโนโลยี AI วิดีโอโปรเจกชัน แสง เลเซอร์ เสียง น้ำ และอุณหภูมิ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ “ตอบสนองต่อร่างกายและอารมณ์ของผู้เข้าชมแบบเรียลไทม์”

Share This Story !

Published On: 08/05/2026,8.1 min read,Views: 40,

Related projects

  • Waking up to ‘Wellness’ AMAALA เมืองท่องเที่ยวแห่งความมั่นคงทางสุขภาพ

  • Future of Customer Experience Tourism Version

  • ประสบการณ์’ทำงานไปเที่ยวไป’และกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่