เมื่อความมืดกลายเป็นจุดหมายปลายทาง

 

โตมร ศุขปรีชา

 

หลายปีก่อน ผมเคยเดินทางไปยังทุ่งแฟลนเดอร์ส (Flanders Fields) ในเบลเยียม 

ทุ่งแฟลนเดอร์ส เป็นดินแดนกว้างใหญ่ที่งดงามเหลือใจ แต่ในอดีต มันคือดินแดนแห่งความโหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของการสู้รบ เป็นสมรภูมิที่ทหารหนุ่มจำนวนมากทอดร่างลงตายที่นั่น ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ในวันนั้น ท้องฟ้าจ้าจัด ทุ่งหญ้าเขียวขจีทอดยาวสุดสายตา เราขับรถตระเวนหา ‘สุสาน’ ของทหารหนุ่มตามหมุดที่ปักไว้ และมีโอกาสลงจากรถไปเยี่ยมคารวะผู้ตายนับพันนับหมื่นเหล่านั้น

แน่นอน แต่ละหลุมอาจมีชื่อ อายุ และวันที่เสียชีวิต ทว่าบางหลุมคือผู้ตายไร้นาม ไม่มีแม้กระทั่งชื่อ มีเพียงตัวอักษรจารึกเอาไว้ว่า A Soldier of the Great War, Known unto God นั่นแปลว่า พวกเขาเป็นได้เพียง a soldier หรือ ‘ทหารคนหนึ่ง’ ที่ไม่สลักสำคัญอะไรกับใครทั้งสิ้นเท่านั้นเอง

ไม่มีอะไรให้ดูมากไปกว่านั้น ทุกอย่างนิ่งสงบ มีคนไม่กี่คนเดินอยู่ในสุสาน ใบหน้าเรียบขรึม บางคนวางดอกไม้ บางคนเดินดู ไม่มีการแสดง ไม่มีมัคคุเทศก์นำทาง ไม่มีแสงไฟตกแต่ง มีเพียงความเงียบ และหลุมศพที่เรียงกันไปสุดลูกหูลูกตา 

แม้จะเงียบ แต่นั่นกลับเป็นหนึ่งในประสบการณ์การเดินทางที่สั่นสะเทือนที่สุด 

 

 

ในท่ามกลางความตาย การเดินทางท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องมอบ ‘ความสุข’ จนเอ็นดอร์ฟินล้นหลั่งเสมอไปจึงจะมีคุณค่า เราอาจเรียกการเดินทางท่องเที่ยวแบบนี้ว่าเป็น Dark Travel หรือ Dark Tourism ก็ได้ มันคือการเดินทางท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกระแสหลักไม่ค่อยพูดถึง

คำว่า Dark ในที่นี้ แท้จริงแล้วกว้างขวางและมีน้ำหนักแตกต่างกันออกไป ที่ทุ่งแฟลนเดอร์ส น้ำหนักของมันคือประวัติศาสตร์ การสูญเสีย และความโง่เขลาของผู้นำประเทศที่มุ่งทำสงครามโดยมีชีวิตของคนหนุ่มเป็นเครื่องสังเวย แต่ความ ‘ดาร์ก’ ยังมีอีกหลากหลายแบบ

ที่เอดินเบอระห์ ยังมีทัวร์เสาะแสวงหาความตายอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือความตายเก่าแก่ของบรรดา ‘ผี’ ในปราสาทหรือตามตรอกซอกซอย ทัวร์ผีของเอดินเบอระห์เปลี่ยนความมืดให้กลายเป็นความบันเทิง บางคราวมีการแสดงแทรกแซมเข้ามา มีการออกแบบให้อะดรีนาลินพลุ่งพล่าน แต่ทุกคนรู้ว่าไม่มีอันตราย 

นั่นแปลว่า ‘ความดาร์ก’ ในฐานะจุดหมายปลายทาง ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว ทว่าแปรเปลี่ยนไปตามที่ประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมแต่ละแห่งสร้างสรรค์ขึ้นมา

ยังมี ‘ความดาร์ก’ อีกแบบหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับอดีตหรือเรื่องเล่า แต่อยู่กับเรามาชั่วนิรันดร์ นั่นคือความมืดของฟากฟ้ายามราตรี ซึ่งกำลังกลายเป็นทรัพยากรที่หายากขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่เมืองใหญ่ทุกเมืองแข่งกันสว่างไสวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง คนเมืองจำนวนมากอาจไม่เคยเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าเลยสักครั้งในชีวิต ไม่ใช่เพราะไม่มีดาว แต่เพราะแสงไฟจากเมืองรบกวนเสียจนมองไม่เห็น

ด้วยเหตุนี้ การเดินทางท่องเที่ยวที่มีความมืดของท้องฟ้าเป็นองค์ประกอบ หรือ Dark Sky Tourism เช่นในนิวซีแลนด์ จึงไม่ใช่แค่การพาคนไปยังที่ห่างไกลเพื่อนอนดูดาว แต่เป็นการพาคนกลับไปสัมผัสสิ่งที่มนุษย์เคยมองเห็นเป็นปกติมาตลอดประวัติศาสตร์ ก่อนที่หลอดไฟสว่างจ้าจะเข้ามาเปลี่ยนความสัมพันธ์ของเรากับท้องฟ้าไปตลอดกาล

ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ การรักษาความมืดของท้องฟ้าไม่ใช่เรื่องของการเดินทางท่องเที่ยว หรือเรื่องของนักดูดาวเท่านั้น ทว่ากลายเป็นโจทย์ของการ ‘ออกแบบเมือง’ ไปแล้ว เมืองที่ได้รับการรับรองเป็น Dark Sky Community ในหลายประเทศ ต้องออกแบบไฟถนนใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ปิดไฟให้มืดลง แต่ต้องเลือกทิศทางของแสง ความสูงของเสาไฟ อุณหภูมิสีของหลอดไฟ เพื่อให้แสงส่องลงพื้นพอสำหรับความปลอดภัยของคนเดิน แต่ไม่ฟุ้งขึ้นฟ้าจนรบกวนท้องฟ้าเบื้องบน 

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ต้องออกแบบแสงให้ไม่รบกวนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยความมืดในการดำรงชีวิต เช่น นกกลางคืน นกอพยพหลายชนิดที่ใช้แสงดาวและแสงจันทร์นำทาง แมลงกลางคืนที่เป็นฐานของห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ พวกมันอาจสับสนและล้มตายได้ เพราะแสงไฟเทียมที่มนุษย์ติดไว้ทั่วเมือง 

ความมืดจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกกำจัดให้หมดไปเพื่อความเจริญ แต่เป็น ‘สิทธิพื้นฐาน’ ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่มนุษย์เพิ่งเริ่มรู้ตัวว่าได้พรากไปจากพวกมันโดยไม่รู้ตัว ‘เมืองฉลาด’ หรือ Smart City ในยุคต่อไปอาจไม่ใช่เมืองที่สว่างที่สุด แต่เป็นเมืองที่รู้ว่าตรงไหนควรมืดบ้าง และออกแบบแสงให้มีสมดุลกับความมืด หรือในบางส่วน ก็ต้องประกาศเขต Dark Sky Reserve เพื่อไม่ให้มีแสงรบกวนเลย

 

 

เมื่อไล่ความมืดไปจนสุดทาง เราจะพบว่ามี ‘สำนักคิด’ ทางศาสนาที่มองว่า ‘ความมืด’ เป็น ‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์’ อย่างหนึ่ง ก่อนหน้าที่จะมีการพูดถึงมลพิษทางแสงเสียอีก

นักเทววิทยาคริสเตียนยุคโบราณอย่างลัทธิที่เรียกว่า Pseudo-Dionysius เชื่อว่าพระเจ้าอยู่เหนือทุกสิ่งที่มนุษย์ให้นิยามได้ รวมไปถึงอยู่เหนือ ‘แสงสว่าง’ ด้วย เพราะแสงสว่างเองก็ยังเป็นสิ่งที่มีขอบเขต และแสงสว่างต้องการแหล่งที่มาและพลังงานเพื่อทำให้ตัวเองดำรงอยู่ แต่ความมืดไม่ ความมืดอยู่ตรงนั้นของมันเองโดยไม่ต้องมีใครไปทำอะไร และยิ่งไม่มีใครทำอะไรกับมัน มันก็ยิ่งมืด

ดังนั้น แนวคิดแบบนี้จึงบอกเราว่า การเข้าถึงสิ่งสูงสุดไม่ใช่การเดินเข้าหาแสงที่จ้าขึ้นเรื่อยๆ เหมือนที่เรามักคิดกันว่า ความดีมักสว่างเจิดจ้า แต่การเข้าถึงสิ่งสูงสุดคือการเดินเข้าไปใน ‘ความมืดอันศักดิ์สิทธิ์’ ที่อยู่เหนือความเข้าใจทั้งปวง เช่นเดียวกับที่โมเสสต้องเดินเข้าไปในเมฆทะมึนบนยอดเขาซีนายถึงจะได้พบพระเจ้า ไม่ใช่เดินเข้าหาแสง 

หลายศตวรรษต่อมา นักบุญจอห์น (John of the Cross) เขียนถึงแนวคิดเดียวกันนี้ในชื่อ Dark Night of the Soul โดยบอกว่าจิตวิญญาณต้องผ่านความมืดมิดของการสูญเสียทุกสิ่งที่เคยยึดถือเสียก่อน ถึงจะพร้อมรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามาได้ ทั้งสองแนวคิดพูดตรงกันว่า เมื่อไม่มีอะไรเหลือให้เห็น ไม่มีรูปให้ยึด ไม่มีแสงให้พึ่งพา นั่นแหละคือจุดที่มนุษย์เข้าใกล้ความจริงสูงสุดที่สุด

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมสุสานทหารที่ทุ่งแฟลนเดอร์ส ที่ไร้การตกแต่ง และพาเราเข้าสู่ความมืดมิดที่สุดครั้งหนึ่งของมวลมนุษยชาติ จึงมีแรงสั่นสะเทือนใจผู้คนมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามหลายแห่ง

นั่นเพราะที่ตรงนั้นไม่มีอะไรให้ปรุงแต่งอีกแล้ว ไม่มีแสงไฟใดทำให้มันดูดีขึ้นได้ มีเพียงความมืดของการสูญเสียที่เปลือยเปล่าที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเผชิญได้รอเราอยู่ที่นั่น

บางทีนั่นอาจเป็นนิยามที่แท้จริงของคำว่า ‘ดาร์ก’ ในการท่องเที่ยวยุคนี้ ซึ่งโดยเนื้อแท้ไม่ใช่การออกเดินทางเพื่อตามหาความน่ากลัว กรี๊ดกร๊าด หรือความแปลกใหม่ แต่คือการตามหาพื้นที่ที่ ‘จริง’ เสียจนไม่มีอะไรเหลือให้จิตมนุษย์เราบิดเบือน ได้เห็นพื้นที่หนึ่ง ๆ ตามที่มันเป็นจริง เป็นประวัติศาสตร์ดิบ ๆ ตรงไปตรงมา เป็นท้องฟ้ายามค่ำที่ไม่ถูกแสงประดิษฐ์จากเมืองบดบัง ซึ่งคือการเดินทางเข้าหาจิตใจของเราเองโดยพื้นฐาน

ที่จริงแล้ว ไทยเองก็มี ‘ความดาร์ก’ ในทุกความหมายที่ว่ามานี้ซ่อนอยู่ ทั้งประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ถูกเล่าอย่างเต็มที่ ท้องฟ้าในหลายจังหวัดที่ยังห่างไกลจากมลพิษทางแสง และเรื่องเล่าท้องถิ่นที่รอวันถูกหยิบมาทำความเข้าใจใหม่ในฐานะทรัพยากรทางวัฒนธรรม 

คำถามอาจไม่ใช่ว่าประเทศไทยมี ‘ความดาร์ก’ ให้ขายหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า – เราจะกล้ามองความมืดเป็น ‘คุณค่า’ หรือเปล่า

ไม่ใช่ว่า – เมื่อคิดว่าอะไรมืด ก็ต้องพยายามหาไฟมาส่องให้สว่างจนกลบทุกอย่างไปเสียจนหมด

Share This Story !

Published On: 25/09/2026,1 min read,Views: 30,

Related projects

  • Tourism Trends that will Shake Up 2022 and Beyond

  • Shapeshifting: แปรรูป เปลี่ยนร่าง เมื่อจักรวาลนฤมิตมาถึง

  • Festival Tourism