ไวน์ดีต้องผ่านกาลเวลา เหมือนการทะนุถนอมชีวิตผ่านการเดินทางท่องเที่ยว

 

 

 

โตมร ศุขปรีชา

 

 

สมัยก่อน เวลาพูดถึงคำว่า ‘เดินทางท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ’ หรือ Wellness Tourism เรามักนึกถึงการเดินทางไปพักผ่อนดี อาจจะเสริมด้วยการทำสปา กินอาหารเพื่อสุขภาพ หรือแม้กระทั่งไปเข้าแคมป์เพื่อทำดีท็อกซ์หรือล้างพิษให้กับร่างกาย ไม่ว่าจะด้วยการอดอาหารหรือออกกำลังกายต่าง ๆ ไล่ไปจนกระทั่งถึงการเดินทางเพื่อไปเยือนเป้าหมายปลายทางที่มีนัยแห่งการ ‘รักษา’ (Healing Tourism) เช่นไปแช่ร่างในบ่อเกลือเข้มข้น ใช้หินร้อนบำบัด หรืออื่น ๆ

แต่ทุกวันนี้ คำว่า ‘ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ’ หรือ Health Tourism มีความหมายกว้างขวางกว่านั้นมาก เพราะนักเดินทางท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไม่ได้เพียงอยากเปลี่ยน ‘พฤติกรรม’ ในชีวิตผ่านการเดินทางชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น พอกลับจากการเดินทางแล้วก็หวนคืนสู่วิถีชีวิตดั้งเดิมที่ทำร้ายตัวเองในหลากมิติ 

การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพในปัจจุบัน คือการ ‘เปลี่ยนกรอบคิด’ ของมนุษย์ ที่มีต่อชีวิตของตัวเองอย่างลึกซึ้ง จากการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือรักษาโรคชั่วคราว กลับกลายเป็นการ ‘ลงทุน’ ใน ‘อนาคต’ ของร่างกายและจิตใจในระดับลึก และถือโอกาสใช้การเปลี่ยนพื้นที่ (หรือในบางกรณีก็เปลี่ยนวัฒนธรรมและเปลี่ยนวิถีชีวิต) ในขณะเดินทาง เพื่อเป็นจุดตั้งต้นหรือ ‘สปริงบอร์ด’ เพื่อกลับไป ‘เปลี่ยนตัวเอง’ ในชีวิตประจำวันด้วย 

แน่นอน แนวคิดเหล่านี้มีปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับความยืนยาวของชีวิต (Longevity) และชั่วขณะอายุขัยที่มีสุขภาพดี (Healthspan) เป็นแรงขับสำคัญที่เหนือกว่าแค่เรื่องของอายุขัย (Lifespan) ที่ให้ความสำคัญกับ ‘การมีชีวิตอยู่’ อย่างมีคุณภาพ มากกว่าการมีอายุยืนเพียงตัวเลข

ดังนั้น ในมิติของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ Wellness tourism จึงไม่ได้หมายถึงการไปสปาหรือทำดีท็อกซ์อีกต่อไป แต่กำลังเคลื่อนสู่โมเดลของการ ‘ป้องกัน’ หรือ Prevention-First อย่างจริงจัง โดยให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นเสมือนจุดตั้งต้นในการ ‘ปรับพฤติกรรม’ รวมทั้งถือโอกาสที่คุณสมบัติสำคัญของการท่องเที่ยวเดินทางคือความผ่อนคลาย ให้เป็นแนวทางในการจัดการกับความเครียด และหาวิธี ‘แฮ็ค’ ร่างกาย (ตามแนว Biohacking) โดย ‘มืออาชีพ’ ในด้าน Longevity ที่เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นตามจุดหมายปลายทางของการเดินทางท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก

Global Wellness Institute* รายงานว่า เม็ดเงินในตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบใหม่นี้ พุ่งขึ้นไปแตะระดับหลายแสนล้านเหรียญในระดับโลก และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

คำถามก็คือ Health Tourism ในความหมายใหม่นี้คืออะไร?

Global Wellness Institute ให้นิยามว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบใหม่นี้ คือการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับ ‘ความพยายาม’ ในการรักษาหรือ ‘ยกระดับ’ สุขภาวะส่วนบุคคลของนักเดินทาง 

เราต้องยอมรับว่า การเดินทางแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เต็มไปด้วยปัจจัยที่บั่นทอนสุขภาพอยู่ไม่น้อย เช่นการไปเที่ยวกับทัวร์ที่มีตารางโปรแกรมการท่องเที่ยวอัดแน่นจนไม่เหลือเวลาพักผ่อน การนั่งเครื่องบินนาน ๆ อยู่ในสภาพที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากนัก โรงแรมที่พักที่เน้นราคาประหยัด อาจมีสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ ตั้งแต่ Bed Bugs ไปจนถึงอาหารการกินที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจึงเป็นเสมือนคำมั่นสัญญาว่า ทั้งตัวนักท่องเที่ยวเองและจุดหมายปลายทางจะช่วย ‘ต่อต้าน’ ลักษณะด้านลบเหล่านั้น เพื่อเปลี่ยนการเดินทางให้กลายเป็น ‘โอกาส’ ในการดูแลและพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวม

ที่สำคัญ Health Tourism แบบใหม่นี้ ไม่ใช่ Medical Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพราะไม่จำเป็นเลยที่นักเดินทางท่องเที่ยวแบบใหม่นี้จะต้องเดินทางเพื่อ ‘รักษาตัว’ เสมอไป แต่ความสับสนในแนวคิดสองอย่างนี้ เกิดจากการใช้คำศัพท์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจากทั้งหน่วยงานรัฐและองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งบางครั้งก็ใช้คำว่า Health Tourism เป็นคำครอบจักรวาลเพื่ออธิบายบริการทั้งทางการแพทย์และสุขภาวะ คือรวมตั้งแต่เดินทางไปผ่าตัดหัวใจ แปลงเพศ ไปทำฟัน ไปจนถึงแค่ไปทำสปาและคอร์สโยคะ ทำให้เกิดความคลุมเครือ แต่จริง ๆ แล้ว สองเรื่องนี้อยู่คนละภาคส่วนกัน และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคต่างกัน 

Global Wellness Institute แนะนำว่า ให้ลองมองการเดินทางแบบ Health Tourism เป็นแบบเส้นต่อเนื่องหรือ Continuum โดยด้านหนึ่ง นักเดินทางมีสุขภาพที่ย่ำแย่ มีอาการบาดเจ็บ หรือมีโรค ตรงนี้เป็นพื้นที่ของวิธีคิดแบบ Medical Tourism เช่น เดินทางไปต่างประเทศเพื่อผ่าตัดหรือรักษาทางทันตกรรม เพราะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า คุณภาพดีกว่า หรือบริการนั้นไม่มีในประเทศตนเอง ส่วนอีกฟากหนึ่ง คือสภาวะแบบที่เรียกว่า Wellness หรือสิ่งที่มนุษย์ทำใน ‘เชิงรุก’ เพื่อสร้างวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ ลดความเครียด ป้องกันโรค และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นแรงจูงใจหลักของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

แน่นอน สองพื้นที่นี้อาจทับซ้อนกันบ้าง แต่การแยกแยะการเดินทางท่องเที่ยวสองแบบนี้ออกจากกัน ทั้งประเภทของผู้เดินทาง กิจกรรม บริการ ธุรกิจ จะเอื้อให้เกิดกฎระเบียบที่แตกต่างกันมากระหว่างการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แม้ทั้งสองจะพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและการบริการของพื้นที่เดียวกันก็ตาม

ปัจจุบันนี้ นักเดินทางท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีความหลากหลายกว่าในอดีตมาก ทั้งในแง่แรงจูงใจ ความสนใจ และคุณค่าที่ให้ความสำคัญ มีการแบ่งนักเดินทางเชิงสุขภาพออกเป็นสองประเภท ได้แก่ Primary Wellness Traveler คือผู้ที่เลือกจุดหมายหรือการเดินทางโดยมี ‘สุขภาวะ’ เป็นแรงจูงใจหลัก กับ Secondary Wellness Traveler คือผู้ที่เดินทางด้วยจุดประสงค์อื่น แต่ยังอยากรักษาวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีเอาไว้กับตัว เช่นการแช่ Ice Bath ก่อนไปประชุม หรือการใช้เครื่องช่วยหายใจแบบ CPAP บนเครื่องบินไฟลต์ยาว เป็นต้น

ที่สำคัญคือ คนคนเดียวกันอาจเป็นทั้ง Primary และ Secondary Wellness Traveler ในทริปที่ต่างกัน และการเดินทางทั้งสองแบบนี้ ต่างช่วยเสริมกันได้ นักเดินทางแบบ Primary ที่เริ่มต้นด้วยการเดินทางเพื่อสุขภาพ อาจค่อย ๆ เริ่ม ‘นับรวม’ กิจวัตรเพื่อสุขภาพต่าง ๆ เข้าไปในการเดินทางประเภทอื่น ๆ เช่นการไปประชุม เป็นต้น

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบใหม่นี้ จึงไม่ใช่ประสบการณ์แบบ ‘สำเร็จรูป’ หรือ ‘ตายตัว’ เสมอไป เช่นไม่จำเป็นต้องเป็นที่ที่มีบ่อน้ำพุร้อนเท่านั้นถึงจะเป็น Health Destination ได้ ทว่าแต่ละจุดหมายสามารถสร้างสรรค์ ‘รสชาติ’ ของ Wellness ที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร และบริบทท้องถิ่นได้ โดยต้องลองพิจารณาดูว่า ‘ของดีบ้านฉัน’ ที่มีอยู่ และดึงดูดนักเดินทางท่องเที่ยวด้วยความแตกต่างจากที่อื่น มีอะไรบ้าง เช่น ภูมิปัญญาการเยียวยาพื้นถิ่น, ประเพณีโบราณหรือกิจกรรมเชิงจิตวิญญาณ, พืชพรรณและป่าไม้พื้นเมือง, โคลน แร่ธาตุ หรือแหล่งน้ำพิเศษ, สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่มีคุณสมบัติเยียวยาจิตใจ, บรรยากาศบนท้องถนนและชีวิตในเมืองที่เงียบสงบ, วัตถุดิบอาหารและวัฒนธรรมการกิน หรือประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

แต่ละพื้นที่มีความแตกต่าง จึงมีสิ่งเฉพาะตัวนำเสนอให้แก่นักเดินทางสายสุขภาพได้เสมอ

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังต้องใช้บริการขนส่ง อาหาร ที่พัก ช็อปปิง และความบันเทิง ธุรกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับ Wellness โดยตรงหรือไม่ ล้วนได้รับประโยชน์และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่ด้วยแนวโน้มนี้ จึงเกิด ‘โอกาส’ ใหม่ ๆ ขึ้นมากมายในการใส่ภาวะ Wellness ลงไปในบริการได้ทุกประเภท เช่น สปาในสนามบินสำหรับผู้เดินทางต่อเครื่อง, โรงแรมที่ออกแบบเพื่อการนอนหลับโดยเฉพาะ (เช่นโรงแรมในนิวยอร์กที่ออกแบบหมอนให้เลือกหลายแบบเพื่อให้เหมาะกับการนอนของแต่ละคน) และกิจวัตรออกกำลังกาย, ร้านอาหารที่เน้นอาหารสุขภาพ อาหารออร์แกนิก หรือวัตถุดิบท้องถิ่น, ระบบขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาดหรือปล่อยคาร์บอนต่ำ หรือร้านของฝากที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาสุขภาพท้องถิ่น

ที่สำคัญ การท่องเที่ยวแนวนี้ยังช่วยลดผลกระทบของ Mass Touirsm ที่มีแนวโน้มจะทำให้เกิดสภาวะ Overtourism ด้วย เพราะนักเดินทางกลุ่มนี้เห็นคุณค่าของตัวเอง จึงมักใช้จ่ายสูง และมองหาประสบการณ์แท้จริง จุดหมายปลายทางจึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันด้วยราคาและปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ทั้งยังช่วยลดความผันผวนตามฤดูกาล เช่นเมืองสกีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวสายสุขภาพในฤดูร้อนผ่านกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเมืองชายทะเลสามารถดึงดูดผู้ต้องการความสงบในฤดูหนาวได้ด้วย

เศรษฐกิจด้านสุขภาวะทั่วโลกมีมูลค่าถึง 6.8 ล้านล้านเหรียญในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี จนน่าจะแตะ 9.8 ล้านล้านเหรียญภายในปี 2029 ถือเป็นการเติบโตที่เร็วมาก เร็วกว่าเศรษฐกิจหลายภาคส่วน และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของโลกยุคหลังโรคระบาดไปในตัว

การเติบโตนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความต้องการพักผ่อน แต่ขับเคลื่อนด้วย ‘ความกลัวเชิงโครงสร้าง’ ของมนุษย์ยุคใหม่ เช่นความกลัวโรคเรื้อรัง ความเครียดจากโลกดิจิทัล ความเสื่อมของร่างกาย และความไม่แน่นอนของชีวิตหลังวัยทำงาน จึงไม่น่าแปลกที่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงทั้งการแพทย์ เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันได้ในระบบเดียว

ต้องบอกว่า ประเทศไทยอยู่ใน Position ที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเรื่องนี้ เพราะเรามี ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรมด้านสุขภาพ’ อยู่ก่อนแล้ว ทั้งภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ระบบสปา และโครงสร้างบริการทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ข้อมูลของ Global Wellness Institute ระบุว่าเศรษฐกิจ Wellness ของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว และภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพขยายตัวสูงถึงกว่า 36% ในช่วงปีล่าสุด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในโลก

การเปลี่ยนผ่านนี้มีนัยเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่า Soft Power จึงสำคัญมาก นักท่องเที่ยวสายนี้มักมองการเดินทางเป็น ‘การลงทุนระยะยาวในตัวเอง’ มากกว่าการบริโภคชั่วคราว โมเดลการท่องเที่ยวจึงเปลี่ยนจาก Volume-driven ไปสู่ Value-driven อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่า ถ้าสุขภาพกลายเป็นสินค้า และการมีอายุยืนยาวกลายเป็น ‘ทุน’ ชนิดใหม่ ก็แล้วใครเล่าจะคือผู้ที่เข้าถึงได้ และมีใครบ้างไหมที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การทำให้ Wellness เป็นสิ่งที่หรูหรานั้น เป็นการสร้าง ‘ความเหลื่อมล้ำใหม่’ ให้เกิดขึ้นหรือเปล่า หรือที่แท้จริงแล้ว Wellness คือสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่ทุกคนควรมีอยู่เท่าเทียมกัน

ดังนั้น โจทย์ใหญ่อีกโจทย์หนึ่งสำหรับประเทศไทยจึงคือ จะทำอย่างไรให้การเติบโตนี้ไม่ใช่แค่การขายสปา รีสอร์ต หรือโปรแกรมดีท็อกซ์เพื่อคนรวยเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง ‘ระบบสุขภาวะ’ ที่เชื่อมโยงชุมชน ภูมิปัญญา และความยั่งยืนจริง ๆ ซึ่งแปลว่าหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ต้องทำงานประสานกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข ซึ่งรวมไปถึงอาสาสมัครสาธารณสุขหรือ อสม. ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศด้วย

เพราะถ้าทำได้ Wellness Tourism จะไม่ใช่เพียงตลาดมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญ แต่จะกลายเป็น Soft Power ทางวัฒนธรรมที่ยาวนาน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ด้วย ถ้าเราตระหนักว่า ชาวบ้านทั่วทุกหัวระแหง มี ‘องค์ความรู้’ ด้านสุขภาพอยู่ในมือ ที่สามารถ ‘แชร์’ ให้กับนักเดินทางท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกได้

ในความหมายนี้ Wellness Tourism จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ท่องเที่ยว แต่เป็น ‘ปรากฏการณ์ทางอารยธรรม’ เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับร่างกาย เวลา และความตาย ไปสู่การออกแบบชีวิตและการเดินทางของทั้งผู้เดินทาง และของผู้คนที่อยู่ ณ จุดหมายปลายทางด้วย

ไวน์ดีต้องบ่มนาน โครงการที่จะยั่งยืนอย่างแท้จริงจึงไม่่ใช่เรื่อง Quick Win ให้นักการเมืองที่ไหนฉวยใช้หาประโยชน์แปลงเป็นคะแนนเสียง แต่ต้องค่อย ๆ ทำอย่างละเอียดประณีต เพราะนี่คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกมิติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลึกขึ้น เข้มข้นขึ้น และมีคุณค่ามากขึ้นตามกาลเวลา

เพราะไวน์ที่ดีไม่ได้วัดจากอายุ แต่วัดจากการบ่มอย่างเข้าใจชีวิตต่างหากเล่า

*https://globalwellnessinstitute.org/industry-research/2025-global-wellness-economy-monitor

Share This Story !

Published On: 31/03/2026,2 min read,Views: 119,

Related projects

  • Film Tourism ท่องไปในภาพยนตร์

  • โรคาปารีส และต้นกำเนิดของ Metro – Tourism

  • ท่องไปในปี Super Election!