
ทริปฮีลเรา…ฮีลโลก
พัชรวรรณ วรพล
ท่องเที่ยวกับพักผ่อน สองคำนี้ต่างความหมายแต่ก็มักแยกจากกันไม่ค่อยออก เพราะเราก็จะพูดกันบ่อย ๆ ว่าอยากเที่ยวเพื่อพักผ่อน หรือไม่ก็อยากพักผ่อนโดยการออกไปท่องเที่ยว แต่ในยุคที่ความเครียด ความเร่งรีบ และวิถีชีวิตเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การออกไปเที่ยวจึงไม่ได้เป็นการพักผ่อนธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็น การเดินทางเพื่อฟื้นฟูสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ
นักท่องเที่ยวปัจจุบันต้องการพาตัวเองออกจากหน้าจอ ต้องการพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายและเยียวยาจิตใจให้ได้ “พักจริง” จึงเกิดทริป Trawellness เพื่อต้องการใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ไม่ได้พักผ่อนแค่ในห้องพัก หรือจำกัดอยู่แค่ทำสปาและโยคะในรีสอร์ตอีกต่อไป แต่เป็นการออกไปทำกิจกรรมที่ตอบโจทย์สุขภาพแบบองค์รวม เช่น นั่งสมาธิบนหน้าผา โยคะในทุ่งนา การเดินป่าสำรวจธรรมชาติ การเดินเท้าเปล่าปล่อยให้ร่างกายได้สัมผัสกับผืนดิน แล้วครั้งสุดท้ายที่คุณเดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน คือเมื่อไหร่?

การแพทย์สมัยใหม่เริ่มค้นพบว่าธรรมชาติเปรียบเสมือนยาชนิดหนึ่ง (Environmental Medicine) แนวคิดบำบัดด้วยการ Grounding หรือ Earthing “เชื่อมต่อร่างกายเข้ากับธรรมชาติโดยตรง” การเดินเท้าเปล่าให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินเป็นเวลา 15-30 นาที เพื่อรับ Vitamin G ซึ่ง ‘G’ นั้นย่อมาจาก “Grounding” ซึ่งก่อนอื่นเราต้อง “ออกไปข้างนอก” ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ เพียงใช้การสัมผัสพื้นผิวธรรมชาติด้วยผิวหนัง เช่น ฝ่าเท้า มือ หรือส่วนอื่นของร่างกาย อาจจะเป็นการเดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้า ดิน ทราย หรือโคลน นั่งหรือนอนบนผืนดินธรรมชาติใต้ต้นไม้หรือริมแม่น้ำ ริมทะเล หรือแม้แต่การว่ายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ อย่างทะเล ทะเลสาบ หรือลำธาร
Grounding คือวิธีธรรมชาติที่เรียบง่ายแต่น่าสนใจสำหรับวงการสุขภาพโดยเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วง 90s เพราะจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Environmental and Public Health พบว่าวิธีนี้สามารถช่วยฟื้นร่างกายในหลาย ๆ ด้าน
ลดการอักเสบ – เชื่อกันว่าการยืนเท้าเปล่าบนพื้นหญ้าจะได้รับอิเล็กตรอนจากพื้นผิวโลก ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง
ลดความเครียดและปรับระดับคอร์ติซอล – คอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนกลุ่มสเตียรอยด์ที่สร้างขึ้นจากต่อมหมวกไตทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียด หากเราไม่เครียดมากก็ช่วยลดการทำงานของระบบประสาท ทำให้ร่างกายผ่อนคลายและลดความวิตกกังวล
ปรับนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) – ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น เนื่องจากระดับคอร์ติซอลจะสอดคล้องกับจังหวะธรรมชาติของโลกและดวงอาทิตย์ ความเครียดเรื้อรังและการจ้องจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือนาน ๆ จะทําให้คอร์ติซอลสูงขึ้นในเวลากลางคืนจนทําให้นอนไม่หลับ
ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของระบบหัวใจและหลอดเลือด – สามารถลดความหนืดและการจับตัวเป็นก้อนของเลือดได้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ทางเลือกในปี 2013 พบว่าไม่เพียงลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่านั้น แต่อวัยวะในร่างกายทั้งหมดยังได้รับประโยชน์จากการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากการใช้เท้าสัมผัสดินแล้ว การโอบกอดต้นไม้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง Forest Bathing หรือ ชินริน-โยคุ (Shinrin-yoku) ซึ่งแปลตรงตัวจากภาษาญี่ปุ่นได้ว่า “การอาบป่า” แนวคิดนี้เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นช่วง 80s ที่ต้องการลดทอนการใช้ชีวิตของผู้คนที่อยู่แต่ในตึก ในบ้าน หรือคร่ำเคร่งเร่งรีบอยู่กับการงานและเทคโนโลยี ให้ลองหันไปใช้เวลากับธรรมชาติดูบ้าง
คำว่า“อาบ”ในที่นี้ ไม่ใช่การอาบน้ำ แต่คือการปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้ถูกชโลมด้วยบรรยากาศของป่าผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า การเดินอย่างช้า ๆ พร้อมกับฟังเสียงไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้อง เสียงแมลงโบยบิน สูดดมกลิ่นอายป่า ทอดสายตามองสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า ให้ตัวเราซึมซับธรรมชาติก่อเกิดความเชื่อมโยงและรู้สึกเปลี่ยนแปลงขึ้นภายใน จนสัมผัสได้ถึงความเบาบางที่ลดลงจากความเครียด ความดันโลหิต ความกังวลซึมเศร้าและความเหนื่อยล้าของเรา
นักวิจัยด้านการอาบป่าชาวญี่ปุ่นยังพบว่า ตอนสูดอากาศเข้าไปเต็มปอดขณะอาบป่านั้น เราจะสูดเอา ไฟทอนไซด์ (Phytoncide) เข้าไปด้วย ไฟทอนไซด์เป็นสารเคมีที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มน้ำมันหอมระเหย ต้นไม้ผลิตสารนี้ออกมาเพื่อปกป้องตัวเองจากแบคทีเรีย เชื้อรา และแมลง เมื่อเราสูดเข้าไปจะช่วยลดความเครียด ลดโอกาสติดเชื้อในทางเดินหายใจ กระตุ้นให้ร่างกายสามารถหายใจโล่งขึ้น กลไกในร่างกายจะผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง คือ Natural Killer Cell (NK Cell) โดย NK Cell มีหน้าที่สำคัญในการทำลายเซลล์ที่มีการติดเชื้อจากไวรัสและเซลล์มะเร็ง ทำให้การอาบป่าในญี่ปุ่นนั้นได้รับการยืนยันแล้วว่าสามารถทำให้ผู้คนทุกวัยใช้ชีวิตดีขึ้นและสุขภาพดีขึ้น ซึ่งต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นได้เสนอการอาบป่าเป็นหนึ่งในโปรแกรมเพื่อสุขภาพหลังมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันตรงกัน
เมื่อวิธีการนี้เป็นที่นิยม เราจึงต้องมีมาตรการเพื่อให้เป็นการ “อาบป่าแบบไม่รบกวนธรรมชาติ” นั่นคือการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวโดยอาจจัดเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ใช้เสียงเบา ไม่ตัดหรือเด็ดใบไม้ ดอกไม้ ไม่ฉีดน้ำหอมกลิ่นแรง ไม่จุดไฟ ไม่ให้อาหารสัตว์ป่า ไม่วางสิ่งกีดขวางหรือทำให้สกปรก และหากมีผู้นำทำกิจกรรมก็ต้องมีหน้าที่ที่มากกว่าการเป็นไกด์ แต่ควรมีความรู้เรื่องระบบนิเวศและพืชพันธุ์พื้นถิ่นของป่าในพื้นที่ด้วย
การอาบป่าในประเทศไทยนั้นถูกนำมาจัดเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงนิเวศ โดยร่วมกับเครือข่ายป่าชุมชน อุทยาน และภาคเอกชน มีการพัฒนาโมเดล Forest Bathing อย่างในพื้นที่เชียงใหม่ที่ได้ตั้งเป้าว่าในปี 2569 นั้นจะทำให้เป็นเมืองแห่งชีวิตชีวา เมืองแห่งสุขภาพ และเมืองแห่งเทศกาล หนึ่งในกลยุทธ์หลักคือ “รางวัลชีวิต” สนับสนุนนักท่องเที่ยวที่อยากฟื้นฟูสุขภาพกายใจเข้าทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและเชื่อมต่อกับชุมชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า ซึ่งพวกเขาจะมีวิธีการอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติในแต่ละแบบของตนเอง ที่กาญจนบุรีซึ่งมีป่าชุมชนหลากหลาย โดยกลุ่มผู้จัดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นได้พัฒนาปรับกิจกรรมให้เหมาะกับคนไทยและป่าไทย เช่น การโอบกอดต้นมะกอกยักษ์ แต่หากการเข้าถึงป่าเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน หรืออาจกลัวว่าจะแพ้พืชหรือแมลง กลัวสัตว์ป่า หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศก็สามารถไปทำกิจกรรมนี้ตามสวนสาธารณะหรือจะเข้าใช้ตามศูนย์ Health and Wellness ซึ่งมีหลายแห่งอยู่ใจกลางเมือง โดยจัดสรรพื้นที่สีเขียวพร้อมคอร์ส Grounding ฟื้นฟูสุขภาพกายใจโดยมีนักบำบัดผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล

หลายประเทศในโลก เช่น คอสตาริกาและภูฎาน ก็ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกิจกรรมสุขภาพและการศึกษาระบบนิเวศ แต่จะกำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์ไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปมากจนเกินความเหมาะสม
เมื่อเราใช้ทรัพยากรจากป่ามากมายขนาดนี้ เราจึงควรรักษ์ป่าให้ยืนต้นอยู่ต่อไปนาน ๆ มาลองดูวิธีปลูกและฟื้นฟูป่าที่นิยมนำมาใช้และได้ผลจนมีชื่อเสียง นั่นคือวิธีปลูกป่าแบบมิยาวากิ ที่ใช้ทฤษฎี ‘พืชพรรณธรรมชาติที่มีศักยภาพ’ แนวคิดนี้มีขั้นตอนคือ การปลูกต้นกล้าของพืชพื้นเมืองในลักษณะผสมผสานอย่างหนาแน่นเพื่อจำลองสภาพป่าและปล่อยให้เจริญเติบโตไปตามธรรมชาติ ต้นกล้าจึงโตขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อแข่งกันแย่งแสงแดด ช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของป่าได้ถึง 10 เท่า จนกลายเป็นป่าที่สมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่ปี หรือแนวคิดอื่นอย่าง ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง (แนวพระราชดำริ) ปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินได้ และไม้เศรษฐกิจ ผสมผสานกัน เพื่อให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจและหันมาช่วยกันรักษาป่า
ในปี 2025 องค์กรด้าน Wellness ระดับโลกอย่าง Global Wellness Institute กล่าวไว้ว่าทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจจะส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยุคใหม่ มุ่งไปที่การลดคาร์บอน ฟื้นฟูระบบนิเวศ และให้คุณค่ากับชุมชนท้องถิ่น สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น สถานที่บำบัดทางธรรมชาติ Blue & Green Tourism ที่เป็นการผสานแนวคิดการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติและวัฒนธรรมบนบก เช่น ป่าเขา สวนเกษตร ชุมชน โดยเน้นการจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ส่วนการท่องเที่ยวทางน้ำ (Blue Tourism) เน้นการท่องเที่ยวตามแหล่งน้ำและทะเล เช่น แม่น้ำ ชายหาด เกาะ ปะการัง ภายใต้แนวคิดการอนุรักษ์ฟื้นฟูควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

เมื่อธรรมชาติเป็นเหมือนแหล่งพลังชีวิตของมนุษย์ ทั้งเยียวยาจิตใจและฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่วิถีชีวิตเต็มไปด้วยการแข่งขันและความกดดันสูง ธรรมชาติสามารถช่วยลดความตึงเครียดและเยียวยาฟื้นฟูสมดุลของร่างกายและจิตใจ เติมพลังให้เรากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่หากมนุษย์ยังคงใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร้ความรับผิดชอบ เอารัดเอาเปรียบ ไม่ดูแลรักษา ธรรมชาติซึ่งเคยมีคุณประโยชน์อันมหาศาล ก็อาจกลายเป็นต้นตอของภัยพิบัติร้ายแรงได้เช่นกัน ดังที่เห็นได้จากภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฝนและหิมะที่ตกหนักผิดฤดูกาล ดินโคลนถล่ม ไฟป่า หรือปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว เหล่านี้คือสัญญาณเตือนถึงหายนะโลกที่กำลังใกล้เข้ามา
หากเราไม่ต้องการเห็นธรรมชาติอันงดงามค่อย ๆ เลือนหายไปจากชีวิต การตระหนักรู้และร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงเป็นหน้าที่สำคัญของมนุษย์ทุกคน เพราะแท้จริงแล้ว ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงสิ่งแวดล้อมที่โอบอุ้มเราเท่านั้น หากแต่คือรากฐานของชีวิตและความยั่งยืนของมนุษยชาติ.
อ้างอิง
https://readthecloud.co/forest-bathing/
https://environman.co.th/miyawaki-forest/
https://spacebar.th/social/chiang-mai-aims-to-promote-health-and-nature-tourism-in-2026
https://forestfriends.eco/th/regenerative-tourism-a-new-paradigm-for-sustainable-travel/
https://www.thethinkingtraveller.com/blog/wellness-holidays
https://earthinginstitute.net/what-is-earthing/
https://www.shms.com/en/news/wellness-tourism/