
สถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ (เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2568)
จัดทำโดย งานวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ กองกลยุทธ์การตลาด ททท. วันที่ 5 มกราคม 2569
ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2568

สถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 8.86 ล้านคน ลดลงร้อยละ 6 และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 426,165 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปี 2567 โดยจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ สามารถฟื้นตัวกลับมาร้อยละ 85 และ 81 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับจำนวนและรายได้ที่ไทยเคยได้รับในช่วงเวลาเดียวกับปี 2562
สรุปสถานการณ์แต่ละภูมิภาคดังนี้

ภูมิภาคอาเซียน
ภาพรวมภูมิภาคอาเซียน จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 15 และรายได้ลดลงร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 โดยสามารถแบ่งกลุ่มตลาดได้ดังนี้
- ตลาดที่มีการเติบโตดี ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 11) และเมียนมา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 38) เติบโตดีอย่างต่อเนื่อง
- ตลาดฟิลิปปินส์ ถือเป็นหนึ่งในตลาดดาวรุ่งที่มียอดนักท่องเที่ยวสะสมติดอันดับ Top 10 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย เนื่องจากไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความคุ้มค่า โดยเงินเปโซฟิลิปปินส์มีค่าใกล้เคียงกับเงินบาท หรือ 1.86 เปโซต่อบาท ทำให้รู้สึกว่าการมาเที่ยวไทย “ไม่แพง” และสามารถกินหรูอยู่สบายได้ ทำให้มีกระแสการรีวิวใน TikTok & Instagram: “Bangkok Haul” (อวดของที่ซื้อจากไทย) หรือการตามรอยคาเฟ่ในกรุงเทพฯ กลายเป็นไวรัลที่กระตุ้นให้คนฟิลิปปินส์อยากมาเที่ยวไทย รวมทั้งซีรีส์วาย (BL Series) ดาราไทยที่มีฐานแฟนคลับในฟิลิปปินส์ ทำให้เกิดการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินและการมางาน Fan Meeting ในไทย
- สำหรับตลาดเมียนมา มีโอกาสดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Hight Spending เดินทางเข้าสู่ภูเก็ตได้สะดวกมากขึ้น จากการเพิ่มเส้นทางบินของสายการบิน Myanmar Airways International เส้นทางบินย่างกุ้ง-ภูเก็ต 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ ชาวเมียนมาที่มีกำลังซื้อนิยมเข้ามามารับบริการทางการแพทย์ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพทั่วไป การรักษาโรคเฉพาะทาง ไปจนถึงการศัลยกรรมความงาม จากมาตรฐานการรักษาที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับบริการทางการแพทย์ภายในประเทศ และค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ากว่าการเดินทางไปสิงคโปร์ รวมทั้งมีล่ามและบริการที่รองรับชาวเมียนมา โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ
- ตลาดที่มีการหดตัวลง ได้แก่ กัมพูชา (ลดลงร้อยละ 90) เวียดนาม (ลดลงร้อยละ 30) ลาว (ลดลงร้อยละ 25) อินโดนีเซีย (ลดลงร้อยละ 17) บรูไน (ลดลงร้อยละ 19) สิงคโปร์ (ลดลงร้อยละ 7) และมาเลเซีย (ลดลง ร้อยละ 9) โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นักท่องเที่ยวมาเลเซียพึ่งพาการเดินทางทางบกผ่านด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์สูงถึงร้อยละ 70 โดยมี หาดใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก ดังนั้นเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูท่องเที่ยว (High Season) ทำให้การจองโรงแรมถูกยกเลิกเกือบร้อยละ 100 ในขณะเดียวกันจากวิกฤตการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาที่เดิมเดินทางผ่านด่านทางบกสูงถึงร้อยละ 50-60 ไม่สามารถเดินทางได้ และการปิดด่าน กระแสชาตินิยม ทำให้การท่องเที่ยว การค้า และการเข้ามารักษาพยาบาลในไทยของกลุ่ม High Spending หยุดชะงักลง

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาพรวมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เผชิญปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการหดตัว ได้แก่ จีน (ลดลงร้อยละ 29) ฮ่องกง (ลดลงร้อยละ 21) เกาหลีใต้ (ลดลงร้อยละ 14) ไต้หวัน (ลดลงร้อยละ 10) ดังนี้
- วิกฤตการณ์ “Wang Xing” และภาพลักษณ์อาชญากรรม ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวชาวจีนลดลงทันที อย่างไรก็ตาม การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ช่วยสร้างกระแสข่าวเชิงบวกและทำให้สื่อหลักของจีน (เช่น CCTV Xinhua) นำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์อันดี วัฒนธรรม และมิตรภาพ ซึ่งช่วยส่งสัญญาณทางอ้อมไปยังประชาชนจีนว่า “ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าให้เกียรติและน่าไปเยือน” ซึ่งอาจดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาอีกครั้ง รวมทั้ง ททท. มุ่งฟื้นฟูตลาดจีนให้กลับมาเป็น “Top of Mind Destination” โดยใช้กลยุทธ์ผสมผสาน ทั้งการสร้างความมั่นใจ การใช้โซเชียลมีเดีย และการปรับปรุงสินค้าท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจีน ผ่านแคมเปญใหญ่ “สวัสดี หนีห่าว” ฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อฟื้นคืนความเชื่อมั่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นประสบการณ์ที่คุ้มค่า ปลอดภัย และได้มาตรฐาน
- การแข่งขันที่รุนแรงจาก ญี่ปุ่นและเวียดนาม นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้และไต้หวันเริ่มมองหาจุดหมายที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย (Perceived Safety) และความคุ้มค่า
- ญี่ปุ่น: มีปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของเงินเยนอย่างต่อเนื่องในปี 2568 ทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากไทยไปญี่ปุ่น เพราะมองว่าปลอดภัยกว่าในราคาที่ใกล้เคียงกัน
- เวียดนาม: มุ่งดึงตลาดนักท่องเที่ยวจากเกาหลี โดยมีจุดหมายที่น่าสนใจอย่างเมืองดานังและฟูก๊วก ที่มีราคาค่าใช้จ่ายถูกกว่าไทย
- ความขัดแย้งในภูมิภาค: ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลต่อภาพลักษณ์ความมั่นคงในภาพรวมของภูมิภาค ทำให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการความสงบเลี่ยงที่จะเดินทางมา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวฮ่องกงที่เน้น “Experiential Travel” เมื่อภาพลักษณ์ความปลอดภัยสั่นคลอน และไทยไม่มี “Magnet ใหม่ ๆ” (New Attractions) ทำให้เลือกไปประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกแทน

ภูมิภาคยุโรป (รวมอิสราเอล)
ภาพรวมภูมิภาคยุโรป เป็นตลาดระยะไกลที่มีอัตราการเติบโตดีทั้งด้านจำนวนและรายได้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 โดยแบ่งกลุ่มตลาดเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
- ตลาดที่มีการเติบโตมากกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคยุโรป ได้แก่ อิสราเอล (เพิ่มขึ้นร้อยละ 18) อิตาลี (เพิ่มขึ้นร้อยละ 11) เบลเยียม (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9) และสวีเดน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 15)
- ตลาดที่มีการเติบโตน้อยกว่าหรือเทียบเท่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคยุโรป ได้แก่ สหราชอาณาจักร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9) เยอรมนี นอร์เวย์ และฟินแลนด์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8) เนเธอร์แลนด์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7) ฝรั่งเศส และเดนมาร์ก (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6) ยุโรปตะวันออก (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5) ออสเตรีย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4) และสวิตเซอร์แลนด์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3)
- ตลาดที่มีการหดตัว คือ สเปน (ลดลงร้อยละ 6)
ปัจจัยสนับสนุนการเดินทาง ดังนี้
- “จุดหมายท่องเที่ยวฤดูกาลหนาวที่ดีที่สุดในโลก” จากบทความ “Best Time to Travel to Thailand” (2025) ของ Forbes โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตลาด Long Haul ที่ต้องการหลีกหนีอากาศหนาวจัด ซึ่งประเทศไทยมีสภาพอากาศที่อบอุ่น เหมาะกับกิจกรรมทะเล เดินป่า และท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
- 5 แหล่งท่องเที่ยวประเทศไทยรับรางวัลด้าน “Green Destinations Top 100 Stories” ระดับโลก (จัดโดยองค์กร Green Destinations ประเทศเนเธอร์แลนด์) ช่วยส่งเสริมนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบต่อสังคม และประสบการณ์เชิงคุณค่า ช่วยลดภาพลักษณ์ “Over Tourism”
- ประเทศไทยเป็น “Top Backpacker Destination” ของอิสราเอล ในเวลาที่ชาวอิสราเอลหลายคนปลดประจำการและมีเวลาว่างในการเดินทาง 1-3 เดือน นักท่องเที่ยวอิสราเอลจึงนิยมเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง โดยมองภาพลักษณ์ปลอดภัย เป็นมิตร ไม่เลือกปฏิบัติ
ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง มีดังนี้
- Climate Change ทำให้ “ฤดูท่องเที่ยว” ของภาคใต้ไทยไม่เสถียรเหมือนอดีต เป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวตลาดยุโรปที่ต้องการความแน่นอนสูงในการวางแผนล่วงหน้า เมื่อสภาพอากาศกลายเป็นปัจจัยที่คาดเดายาก ประสบการณ์ท่องเที่ยวอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งด้านความปลอดภัย การเดินทาง และคุณภาพบริการ ส่งผลให้ความน่าสนใจของไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปช่วงปลายปีบางส่วนลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเที่ยวทะเลเป็นหลัก
- ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงในช่วงปลายเดือนมิถุนายน แต่ความตึงเครียดยังคงดำเนินอยู่เป็นระยะ ไม่มีการยกระดับมาตรการที่เป็นข้อจำกัดการเดินทางออกต่างประเทศ จึงส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวเพียงบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวที่อ่อนไหวต่อเหตุความไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะนอร์เวย์ ฟินแลนด์
- ต้นทุนการเดินทางระหว่างประเทศยังคงสูงขึ้น จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวนและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้หลายสายการบินต้องบินอ้อมหรือหลีกเลี่ยงน่านฟ้าที่มีความเสี่ยง ส่งผลให้ต้นทุนการบินและราคาตั๋ว Long-haul เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุโรปลดลง และมีบางกลุ่มชะลอการตัดสินใจเดินทางมายังเอเชียรวมถึงไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับงบประมาณและความสะดวกในการเดินทาง

ภูมิภาคอเมริกา
ภาพรวมภูมิภาคอเมริกา ด้านจำนวนนักท่องเที่ยว มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 ซึ่งทุกตลาดในภูมิภาคอเมริกามีทิศทางอยู่ในแดนบวก ทั้งนี้ ตลาดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอเมริกา ได้แก่ อาร์เจนตินา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 24) บราซิล (เพิ่มขึ้นร้อยละ 14) และแคนาดา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6) ในขณะที่ ตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาเติบโตเล็กน้อย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4)
ปัจจัยสนับสนุนการเดินทาง
- เอเชีย ยังคงเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจสูง จากภาพลักษณ์ด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม มาตรฐานบริการ และการต้อนรับที่เป็นมิตร ขณะเดียวกันการเดินทางระยะสั้นภายในทวีปอเมริกายังคงเติบโต โดยเฉพาะแคริบเบียนและอเมริกากลาง ภาพรวมสะท้อนความเชื่อมั่นและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวลาตินอเมริกา ซึ่งเปิดโอกาสให้จุดหมายปลายทางระยะไกลในเอเชีย เช่น ประเทศไทย สามารถขยายฐานตลาดและตอบโจทย์ความต้องการด้านประสบการณ์เฉพาะตัวได้มากขึ้น (ข้อมูลจาก Panrotas / Modor Intelligence / Forbes)
- นักท่องเที่ยวแคนาดาให้ความสนใจต่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) มีแนวโน้มเลือกจุดหมายที่ให้ทั้งประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม ธรรมชาติ และกิจกรรมที่สอดคล้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป (ข้อมูลจาก Environics Research) สอดคล้องกับประเทศไทยเนื่องจากมีความหลากหลายของธรรมชาติและวัฒนธรรม พร้อมตัวเลือกการท่องเที่ยวเชิงชุมชน เมืองรอง การพักระยะยาว และกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การล่องแม่น้ำ และการเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่น
ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค
- ต้นทุนการเดินทางระยะไกลที่สูงและระยะเวลาเดินทางยาวนาน เนื่องจากเป็นตลาด Super Long Haul ประกอบกับข้อจำกัดด้านวันลาพักร้อนในช่วงปลายปี ขณะเดียวกันความแออัดของสนามบินในช่วงไฮซีซั่น อาจส่งผลให้บางกลุ่มชะลอการตัดสินใจหรือเลือกจุดหมายปลายทางที่ใกล้ภูมิภาคมากขึ้น
- ผลกระทบภาพลักษณ์เชิงลบจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชา วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ออกประกาศ Travel Advisory ระดับ 2 Exercise Increased Caution ในการเดินทางไปยังพื้นที่ความไม่สงบและหลีกเลี่ยงการเดินทางภายในรัศมี 50 กิโลเมตรของ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ภูมิภาคเอเชียใต้
ภาพรวมภูมิภาคเอเชียใต้ เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ที่มีอัตราการเติบโตดี ทั้งด้านจำนวนและรายได้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปี 2567 และฟื้นตัวสูงกว่าปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิด-19
- ตลาดหลัก “อินเดีย” เป็นตลาดศักยภาพที่เติบโตดีต่อเนื่องทั้งด้านจำนวนและรายได้ ตลาดอินเดียมีขนาดใหญ่ครองสัดส่วนร้อยละ 85 ของจำนวนนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียใต้ นอกจากนี้ยังมีจำนวนและรายได้สูงติดอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2568
- สถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเข้าไทยจากอินเดียยังคงเป็นบวก โดยเฉพาะจากเมือง Tier 1 และ Tier 2 โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว และ Luxury ยังคงมองว่า ไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่า มีความคุ้นเคยทางวัฒนธรรม ได้รับประสบการณ์ระดับพรีเมียมและการบริการที่ดี
- อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอินเดียเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้าน Inbound และ Outbound โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่และเน้นประสบการณ์ มีความต้องการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การเดินทางคนเดียว (Solo Travel) ของผู้หญิงอินเดีย ขยายตัวโดดเด่นจนกลายเป็น Segment ที่สำคัญของตลาด อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวภายในประเทศและจากต่างประเทศเข้าอินเดีย มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนนักท่องเที่ยวและความหลากหลายของสินค้าทางการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมือง Tier 2 และ Tier 3 โดยในช่วงฤดูกาลเทศกาลที่กระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศและจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น
- “ประเทศไทย” ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเดินทางแบบกระชั้นชิดหรือทริประยะสั้น (Last-Minute Getaways) แม้ว่านักท่องเที่ยวอินเดียจะมีความสนใจเดินทางไปยังเวียดนามและสิงคโปร์เพิ่มขึ้น แต่กิจกรรมส่งเสริมการตลาดของประเทศไทย ยังคงช่วยสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการเดินทางเข้าไทยได้มากขึ้น อาทิ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับพันธมิตร โดยมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่ม Golf MICE และ Wedding
- ตลาดขนาดเล็กที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตดี เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 ได้แก่ ปากีสถาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 ศรีลังกา เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 บังกลาเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8
- ตลาดศรีลังกา สถานการณ์การเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวศรีลังกามีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและช่วงปิดเทอม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวศรีลังกา โดยครองอันดับ 3 รองจาก อินเดียและมาเลเซีย
- ตลาดที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ “เนปาล” (ฟื้นตัวร้อยละ 84 เมื่อเทียบกับปี 2562) ในขณะที่ ตลาดอื่นในภูมิภาคนี้มีสัดส่วนการฟื้นตัวสูงกว่าปี 2562 เนื่องจากเหตุประท้วงในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประกอบกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน อาทิ ความยากจน การว่างงาน ความเหลื่อมล้ำและการคอร์รัปชัน
ปัจจัยด้านการบินที่เอื้อต่อการเดินทางเข้าประเทศไทย ได้แก่ จำนวนที่นั่งโดยสาร (Seat Capacity) และเส้นทางบินใหม่จากภูมิภาคเอเชียใต้
- Seat Capacity มีจำนวน 1,385,286 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19
- เส้นทางบินใหม่เข้าไทยจากตลาดอินเดียและเนปาล โดยบินตรงสู่จังหวัด กรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต โดยสายการบิน Thai Airways, Thai AirAsia, Thai Lion Air, Thai VietJet, Druk Air, SpiceJet, IndiGo, Air-India Express และ Starlight Airlines

ภูมิภาคโอเชียเนีย
ภาพรวมภูมิภาคโอเชียเนีย มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเล็กน้อย (ร้อยละ -3) ในขณะที่รายได้ทางการท่องเที่ยวลดลง (ร้อยละ -2) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปี 2567
ตลาดหลัก “ออสเตรเลีย” หดตัวลงเล็กน้อย จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งด้านจำนวนและรายได้ แม้ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมาสูงกว่าปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิด-19 (ร้อยละ 20) เนื่องจากการประกาศห้ามเดินทางไปยังพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาททางชายแดนและการเมือง (Travel Advisory) ได้แก่ พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ครอบคลุมจังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ อุบลราชธานี จันทบุรี ตราด และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ชายแดนไทย-มาเลเซีย) ครอบคลุมจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลาตอนใต้ นอกจากนี้ มีการแจ้งเตือนให้ใช้ความระมัดระวังในระดับสูงสำหรับการเดินทางในประเทศไทย เนื่องจากยังมีความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่องและสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอาจเป็นเป้าหมายในการก่อการร้ายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย
ปัจจัยที่เอื้อต่อการเดินทางเข้าไทยจากภูมิภาคโอเชีเนีย มีดังนี้
- Seat Capacity มีจำนวน 282,787 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19
- มุ่งส่งเสริมการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวความสนใจพิเศษ อาทิ Wellness Luxury Golf โดยเข้าร่วมงานและกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ประเทศไทย

ภูมิภาคตะวันออกกลาง
ภาพรวมภูมิภาคตะวันออกกลาง มีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 3 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปี 2567 โดยตลาดหลัก “ซาอุดีอาระเบีย” (ลดลงร้อยละ 9) “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” (เพิ่มขึ้นร้อยละ 20)
ปัจจัยสนับสนุนการเดินทาง มีดังนี้
- การส่งเสริมตลาดของ ททท. สำนักงานดูไบ ร่วมกับพันธมิตร อาทิ ททท. ร่วมงาน The Middle East Luxury Trade Meet 2025 (MLTM) ที่ คูเวตซิตี้ และมานามา มุ่งขยายฐาน “High Value Market” และเปิดตัวแคมเปญ Amazing Thailand: Unforgettable Experiences – ‘Healing is the New Luxury’ ที่เน้น Luxury & Wellness Tourism ซึ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจากกลุ่ม GCC ได้มากขึ้น
- การเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มความถี่ในช่วงปลายปี เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคด้านการเข้าถึง กระตุ้นดีมานด์ไฮซีซัน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และฮับการบินเชื่อมต่อในตะวันออกกลางที่มีเครือข่ายบินครอบคลุมทั่วโลก ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ส่งผลให้การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวมายังประเทศไทยง่ายขึ้น
ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง มีดังนี้
- ประเด็นความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ความไม่มั่นคงและภาพลักษณ์ความปลอดภัย นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางตัดสินใจจากภาพลักษณ์ ข่าวระหว่างประเทศ และคำแนะนำการเดินทางของรัฐ มากกว่าสถานการณ์จริงในพื้นที่ หากมีข่าวความไม่มั่นคงเกิดขึ้น แม้จะไม่กระทบแหล่งท่องเที่ยวหลัก ก็อาจทำให้เกิดการ “ชะลอการตัดสินใจ” หรือเปลี่ยนปลายทางชั่วคราว
- ข้อจำกัดด้านบริการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและศาสนา โดยนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางให้ความสำคัญกับความพร้อมด้านอาหารฮาลาล ความเป็นส่วนตัวของที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับการเดินทางแบบครอบครัว หากจุดหมายปลายทางยังขาดการสื่อสารหรือมาตรฐานบริการที่ชัดเจนในประเด็นเหล่านี้ อาจส่งผลให้บางกลุ่มเลือกจุดหมายปลายทางที่มีความคุ้นเคยหรือรองรับ ความต้องการทางวัฒนธรรมได้

ภูมิภาคแอฟริกา
ภาพรวมภูมิภาคแอฟริกา ทั้งจำนวนและรายได้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปี 2567 โดยตลาดหลัก “แอฟริกาใต้” มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยประมาณ 2.7 หมื่นคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ในขณะที่ตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคแอฟริกา มีจำนวนประมาณ 3.9 หมื่นคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567
ปัจจัยสนับสนุนการเดินทาง ดังนี้
- ตลาดศักยภาพอื่น ๆ ในภูมิภาคที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ โมรอกโก มอรีเซียส ตูนีเซีย ซึ่งแม้มีขนาดตลาดเล็ก จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยประมาณ 3,000-8,000 คน แต่มีอัตราการเติบโตในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 18-28 จากช่วงเวลาเดียวกับปี 2567
- การขยายเส้นทางบินและความถี่ของสายการบินตะวันออกกลาง ลดข้อจำกัดด้านการต่อเครื่องและเวลาเดินทางจากการให้บริการผ่านสายการบิน Emirates, Etihad Airways และ Air Arabia ช่วยสนับสนุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวแอฟริกามายังประเทศไทย โดยเฉพาะตูนิเซีย โมร็อกโก ไนจีเรีย