Price to Pay เราจ่ายอะไรให้การท่องเที่ยวบ้าง

 

 

 

โตมร ศุขปรีชา

 

 

 

 

ในฐานะประเทศที่เครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือการท่องเที่ยว เราจึงมักคิดว่า ‘การพัฒนาการท่องเที่ยว’ คือความหวังหนึ่ง (ซึ่งเป็นความหวังใหญ่) ในอันที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศขึ้นมา

 

เวลาพูดถึงการพัฒนาการท่องเที่ยว เรามักนึกถึงสนามบินที่ใหญ่ขึ้น ถนนที่โอ่โถงขึ้น โรงแรมที่มีจำนวนห้องมากขึ้น ร้านกาแฟที่สวยเก๋ขึ้น สระว่ายน้ำแบบอินฟินิตีพูลที่ดูเหมือนหลอมรวมกับขอบฟ้า ถนนหรือห้างร้านที่เต็มไปด้วยร้านแบรนด์เนม หรือแม้แต่ร้านอาหารระดับมิชลินรายเรียง เพราะเราคิดว่าภาพใน ‘พิสัยบน’ เหล่านี้ คือหลักฐานของความเจริญ เป็นใบเบิกทางให้เมืองยกระดับขึ้นมาอยู่ในสายตาชาวโลก 

 

แต่คำถามก็คือ – เราต้อง ‘แลก’ อะไรไปบ้าง จึงจะได้สิ่งที่เมืองท่องเที่ยวทั่วโลกดู ‘เหมือน ๆ กันไปหมด’ เหล่านี้มา

 

และมันคุ้มหรือเปล่า?

 

เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า – ทั้งในไทย และทั่วโลก เพราะเสียงโฆษณาถึงอนาคตที่รุ่งโรจน์ ทำให้เราเชื่อสนิทใจว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวเป็น ‘ทางลัด’ ในการยกระดับชีวิตของทุกคน แต่เบื้องหลังแสงไฟอันพราวพรายนั้น มักมีบางสิ่งที่เงียบหายไปอย่างไม่มีใครเห็น สิ่งนั้นก็คือ ‘ราคา’ ที่เจ้าของเดิมจำเป็นต้องจ่ายออกไปโดยแทบไม่มีสิทธิต่อรอง

 

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เมืองสักแห่ง ถูกวางตัวให้กลายเป็น Destination หรือจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวมากกว่าเป็น ‘บ้าน’ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็อาจไม่ใช่ ‘ความสุขร่วม’ หรือ Common Happiness ที่เกิดขึ้นในชุมชนทั้งหมด แต่อาจเกิดกระบวนการ ‘ถอนราก’ เจ้าของพื้นที่เดิมให้ย้ายหายสูญไป เพื่อให้ ‘ทุนท่องเที่ยว’ เข้ามาจับจองพื้นที่แทน

 

 

หลายเมืองของหลายประเทศเกิดปรากฏการณ์การ ‘สร้างเมืองโบราณ’ ขึ้นมาเพื่อให้กลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแม้แต่ยุโรปบางส่วน วิธีการก็คือการที่รัฐเข้ายึดครองหรือใช้นโยบายบางอย่างกับพื้นที่ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติในฐานะ ‘เมืองเก่า’

 

ที่น่าสนใจก็คือ ‘เมืองเก่า’ ที่มีเสน่ห์และเปี่ยมชีวิตเหล่านี้ มักจะไม่ได้เป็นไปตาม ‘อุดมคติ’ ของเมืองท่องเที่ยวร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้คน ย่อมมีปัญหาต่าง ๆ ปะปนอยู่ด้วยมากมาย ดังนั้น ถ้ารัฐอยากทำให้เมืองเก่าเหล่านี้เป็นเมืองเก่าเพื่อการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ ก็ต้องทำบางอย่างกับพื้นที่นี้

 

นักวิชาการบางคนเรียกวิธีการ ‘สร้างเมืองโบราณขึ้นใหม่ให้ดูเหมือนมีอดีต’ ว่า Heritage Gentrification คือการฟื้นฟูพื้นที่เมืองเก่าเดิมเพื่อนักท่องเที่ยว พร้อมกับ ‘เบียดขับ’ คนดั้งเดิมออกไป ซึ่งบ่อยครั้งทำให้เมืองนั้น ๆ ไม่มีชีวิตอีกต่อไป แต่ถูกทำให้กลายเป็นแค่ ‘ฉากนิทรรศการ’ ในเชิงการค้าเท่านั้น เมืองเก่าเหล่านี้จึงกลายเป็น ‘เมืองเก่าการละคร’ (Theatrical Old Towns) ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดกับหลายเมืองในประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะในจีนและเวียดนาม ที่คณะทัวร์จะพานักท่องเที่ยวไปเยือน ‘เมืองเก่า’ หรือ ‘เมืองโบราณ’ ตามที่ต่าง ๆ แต่สุดท้ายเราจะพบว่าเมืองเก่าเหล่านั้นมีลักษณะที่ ‘เหมือนกันไปหมด’ คือเต็มไปด้วย ‘ระบบร้านค้า’ แบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านน้ำชา ร้านของที่ระลึก บาร์ หรือกระทั่งดนตรีพื้นเมืองแบบ Folk Song ที่คล้ายกันไปหมด

 

ในเวลาเดียวกัน ชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่ (และอาจยังอาศัยอยู่ ‘หลังฉาก’ ของ Theatrical Old Towns เหล่านั้น) ก็จะถูกขอซื้อที่ หรือไม่ต่อสัญญาเช่า พวกเขาต้องระเห็จออกไปจาก ‘เมืองเก่าที่เพิ่งสร้าง’ เหล่านี้ ทำให้วิถีชีวิตจริงหายไป เหลือเพียง ‘นักแสดง’ ใน ‘ฉากเมือง’ เท่านั้น

 

ปรากฏการณ์นี้บอกเราว่า รัฐมองว่า ‘อดีตที่ขายได้’ ในฐานะ Destination สำหรับการท่องเที่ยว – มีมูลค่าสูงกว่า ‘คนท้องถิ่น’ ที่มีชีวิตอยู่จริง ๆ ดังนั้น ‘สิทธิ’ ในการมีอนาคตของตัวเองของคนท้องถิ่นจึงค่อย ๆ หายไป เพื่อแลกกับอาการ Nostalgia ของนักท่องเที่ยว

 

นอกจากนี้ ภูมิทัศน์ที่เคยบอกเรื่องราวของการตั้งถิ่นฐานตามที่เป็นจริง กลับถูกออกแบบใหม่เพื่อใช้ ‘เล่าเรื่อง’ แบบ Storytelling ปลอม ๆ เพื่อสื่อสารเรื่องราวที่นักท่องเที่ยวอยากเห็น ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวสีสันลูกกวาดสดใส มากกว่า ‘ความจริง’ ที่ชุมชนอยากเล่า เช่นวิถีประมงพื้นบ้านที่ถูกทุนใหญ่เบียดขับ การเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน ระหว่างชาวบ้านตัวเล็ก ๆ กับนายทุนที่ได้รับสัมปทาน ฯลฯ

 

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะการพัฒนาไม่เคยเกิดขึ้นโดยมีการกระจาย ‘ความรวยที่สมดุล’ ให้กับทุกคน หลายครอบครัวที่ปรับตัวไม่ได้ ต้องยกบ้านยกวิถีชีวิตให้กับการท่องเที่ยว ย้ายถิ่นฐาน เลิกทำในสิ่งเคยเป็นมรดกตกทอดเดิม และหันมารับงาน ‘บริการ’ ในบ้านเกิดของตัวเอง โดยมีสถานะคลับคล้าย ‘ผู้รับใช้’ มากกว่า ‘เจ้าของบ้าน’ ที่มีศักดิ์ศรีในตัว

 

 

ที่สำคัญก็คือ ก่อนหน้านี้ ผู้คนที่เคยพึ่งพาตัวเองได้ กลับต้องหันมาพึ่งพากระแสการท่องเที่ยวอย่างเดียว แล้วในโลกยุคใหม่อันผันผวน การท่องเที่ยวไม่ใช่สิ่งที่มีเสถียรภาพในตัวอย่างที่เคยคิดอีกต่อไป นักท่องเที่ยวที่หายไปไม่ได้แปลว่าจะหวนคืนกลับมาในเวลาอันสั้น แต่เพราะการเมืองระดับโลกและ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitics) รวมถึงสงครามการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คลื่นของการท่องเที่ยวที่เคยเกิดเป็นเฟสประจำ – คาดเดายากกว่าเดิมมาก เราอาจไม่มี ‘ไฮซีซัน’ หรือ ‘โลว์ซีซัน’ แบบเดิมอีกแล้ว สิ่งที่คาดหมายได้อาจไม่ได้เป็นไปดังที่คาดหมาย ความมั่นคงในชีวิตที่พึ่งพิงกับการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราว และบ่อยครั้ง ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเงียบ ๆ โดยคนท้องถิ่นอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เช่น ค่าครองชีพที่สูงเกินจริง หรือการ ‘รีแบรนด์’ เมืองด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อรองรับ ‘คนนอก’ โดยไม่คำนึงถึง ‘คนใน’ ทำให้เมืองที่อาจดูสวยงามยามถ่ายภาพหรือมี Instagramability กลายเป็นเมืองที่ไม่ได้มีพื้นที่ให้คนท้องถิ่นอยู่ได้ตามความต้องการของตัวเองจริง ๆ และทั้งหมดนี้ยังไม่ได้พูดถึง ‘ราคา’ ที่ธรรมชาติในท้องถิ่นต้องจ่ายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะปรากฏการณ์ขยะ น้ำเสีย ไมโครพลาสติก สัตว์และพืชท้องถิ่น ฯลฯ 

 

‘ราคา’ ที่ยังต้องจ่ายยังมีอีกมาก โดยเฉพาะ ‘ราคา’ ของสิ่งที่รัฐมักจะ Take it for granted หรือเห็นว่าเป็น ‘ของตาย’ ของท้องถิ่นอยู่แล้ว อย่างเช่น ‘อัตลักษณ์’ ของเมือง เมืองที่เคยมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมชัดเจน อาจค่อย ๆ ถูกทำลาย ‘เรื่องเล่าทางวัฒนธรรม’ ของตัวเองลงไปทีละน้อย เพื่อสร้างเรื่องราวใหม่ที่ ‘ขาย’ ได้ง่ายกว่า

 

วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมกลายเป็นเพียงการแสดง กลายเป็นโชว์ นักเต้นรำพื้นบ้านต้องฝึกยิ้มให้นักท่องเที่ยวเสมอ และเต้นรำไปอย่างแกน ๆ โดยไร้ความหมาย ความภูมิใจในบ้านเกิดและวิถีชีวิตเดิม ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกว่าอัตลักษณ์ที่แท้จริงเหล่านั้นคือเรื่องล้าหลัง

 

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นแค่เรื่องของ ‘ปัญหา’ ที่เกิดขึ้นกับราคาที่เราต้องจ่ายเพื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่คำถามที่น่าถามต่อไปก็คือ – แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี

 

ปัญหาสำคัญของการพัฒนาท่องเที่ยวที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การพัฒนา ‘เร็วเกินไป’ จนทิ้งคนจำนวนหนึ่งไว้เบื้องหลังอย่างเดียว แต่ปัญหาที่แท้จริงอาจคือ ‘กรอบคิดเชิงนโยบาย’ ที่มองการท่องเที่ยวเป็นเพื่อ ‘เครื่องจักร’ ที่เอาไว้ ‘ปั๊มเงิน’ เข้าประเทศ โดยยอมแลกทุกอย่างกับเงิน และไม่ได้ออกแบบให้การท่องเที่ยวมีลักษณะเป็น ‘ระบบ’ ที่มีฟังก์ชันทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยว ปกป้องคนอยู่อาศัย และดูแลธรรมชาติไปพร้อมกัน

 

สมการเดิมแบบ ‘นักขายประเทศกิน’ คือ ‘นักท่องเที่ยวมากขึ้น = รายได้มากขึ้น = ดีต่อประเทศ’ ซึ่งฟังดูง่ายและขาย แต่ละเลยต้นทุนอีกไม่รู้จักกี่ด้าน เช่น ไม่ถามว่าจำนวนเตียงคนไข้เพียงพอไหมหากเกิดโรคระบาดจากการท่องเที่ยว ไม่ถามว่าป่าชายเลนที่ถูกถมไปสร้างโรงแรม จะทำให้เมืองรับมือกับพายุลูกต่อไปได้ไหม 

 

ดังนั้น นโยบายที่ดีจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยน ‘ตัวชี้วัด’ ให้กว้างขวางครอบคลุมมากขึ้น ไม่ใช่แค่ใช้ ‘รายได้จากการท่องเที่ยว’ (เช่นจำนวนนักท่องเที่ยว ฯลฯ) มาเป็นตัวชี้วัดหลักเพียงตัวชี้วัดเดียว เพราะถ้าเรายังใช้จำนวนนักท่องเที่ยวกับรายได้รวมเป็นพระเอก จนแล้วจนรอด เมืองก็จะถูกเร่งให้ต้อง ‘ขายตัว’ มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจว่าขายไปแล้ว จะเหลืออะไรอยู่บ้าง

 

ลองนึกภาพว่าถ้านโยบายท่องเที่ยวของประเทศไม่ได้ถามแค่ว่า – ปีนี้จะดึงนักท่องเที่ยวได้กี่ล้านกี่แสนคน, แต่ลองหันมาตั้งคำถามว่า – เมืองจะยังน่าอยู่และยั่งยืนสำหรับ ‘คนใน’ แค่ไหนหลังจากนักท่องเที่ยวกลับไปแล้ว เพียงเท่านี้ นโยบายก็จะเปลี่ยนไป เพราะรัฐจะเริ่มสนใจ ‘คุณภาพชีวิต’ ของคนในฐานะตัวชี้วัดระดับชาติ ในฐานะที่ ‘คน’ คือ ‘ทรัพยากรท่องเที่ยว’ ที่สำคัญที่สุด ดังนั้น เราจึงต้องดูแลผู้คนให้ดี 

 

ถ้าเป็นอย่างนี้ คำถามต่อการท่องเที่ยวจะเปลี่ยน เช่นเราอาจถาม (หรือแม้กระทั่งตั้งเป้า) ให้สัดส่วนของ ‘ค่าครองชีพ’ ต่อ ‘รายได้’ ในเมืองท่องเที่ยวมีความเหมาะสมมากขึ้น หรือคำนึงถึงสัดส่วนของคนท้องถิ่นที่ยังคงมีความสามารถจะ ‘เป็นเจ้าของ’ อสังหาริมทรัพย์ (ซึ่งก็คือ ‘บ้าน’ ของพวกเขา) มากขึ้น หรือการสร้างสรรค์ ‘พื้นที่สาธารณะ’ สำหรับคนที่อยู่ในท้องที่จริง ๆ ไม่ใช่สร้างแต่พื้นที่สาธารณะเอาไว้ดึงดูดเงินหรือเพื่อขายเมืองขายทัวร์ขายการถ่ายรูปเท่านั้น เพราะนั่นไม่ยั่งยืน

 

แนวคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ จะส่งผลย้อนกลับไปถึงระดับผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้วย เมืองท่องเที่ยวที่ดี – ไม่ใช่เมืองที่ต้อง ‘ขยาย’ ตัวรองรับการท่องเที่ยวราวกับเมืองนั้น ๆ มี Carrying Capacity ไม่จำกัด ขยายเส้นขอบฟ้าของเมืองออกไปได้เป็นอนันต์

 

แต่เมืองท่องเที่ยวที่ดี – คือเมืองท่องเที่ยวที่รู้จักตัวเองมากพอจะ ‘กล้า’ บอกกับรัฐ โลก และนักท่องเที่ยวทั้งหลายว่า, พอแล้ว เมื่อใกล้เกิดขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่นมีการจำกัดจำนวนโรงแรมในบางโซน กำหนดสัดส่วนพื้นที่ที่ต้องกันไว้เป็นพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ชุมชน ห้ามเปลี่ยนที่อยู่อาศัยทั้งหมดในย่านเก่าให้กลายเป็นที่พักชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว เหมือนที่หลายเมืองในยุโรปกำลังกลับมาควบคุม Airbnb และที่พักระยะสั้นอย่างเข้มงวด

 

ที่สำคัญ นโยบายภาษีและสิทธิในที่ดินก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าปล่อยให้ที่ดินในเมืองท่องเที่ยวกลายเป็น ‘สินทรัพย์เก็งกำไร’ โดยทุนใหญ่เพียงไม่กี่ราย คนท้องถิ่นจะถูกดันออกไปอยู่ที่ชายขอบ รัฐจึงต้องออกแบบเครื่องมืออย่าง ‘ภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า’ สำหรับที่ดินว่างเปล่าขนาดใหญ่ในโซนท่องเที่ยว เพื่อไม่ให้การกักตุนที่ดินทำลายโอกาสของชุมชน รวมไปถึงการสนับสนุนรูปแบบการถือครองร่วม เช่น กองทุนชุมชน (Community Land Trust) ที่ทำให้ชุมชนยังมีอำนาจต่อรองและรักษาพื้นที่ของตัวเองได้ในระยะยาว ไม่ใช่ต้องจำยอมขายที่ดินเพราะไม่มีเงินเสียภาษี หรือเพราะโครงการใหญ่ล้อมอยู่รอบด้านจนไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกแล้ว

 

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องทำให้ชุมชนมี ‘สิทธิในการออกเสียง’ ด้วย เพราะการพัฒนาท่องเที่ยวจำนวนมากในไทยและต่างประเทศมักผ่านกระบวนการรับฟังสาธารณะในแบบ ‘พิธีกรรม’ คือจัดเวที รับข้อคิดเห็น ทำรายงาน แล้วจบไป ไม่ได้ฟังเสียงคนจริง ๆ โดยผ่านกระบวนการที่ละเอียดละออถี่ถ้วนและประณีต

 

เมืองที่จะทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง (หรือมี Resilience) ได้ จำเป็นต้องมีสถาบันบางอย่างที่ทำให้เสียงของคนท้องถิ่นดังพอจะต่อรองกับรัฐและทุนได้ ตัวอย่างเช่นมีองค์กรการจัดการพื้นที่ (Destination Management Organization) ที่มีตัวแทนชุมชนเข้าไปเป็นเจ้าของร่วมอย่างแท้จริง ถ้านโยบายท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับ ‘สิทธิเชิงกระบวนการ’ ทำนองนี้ เมืองจะไม่ถูกกำหนดชะตากรรมโดยคนที่ไม่ได้รู้จักที่นั้น ๆ อย่างแท้จริง

 

เรื่องวัฒนธรรมและอัตลักษณ์เองก็ไม่ควรถูกปล่อยให้ไปต่อรองในตลาดอย่างไร้เครื่องมือ เราควรเปลี่ยนวิธีคิด หันมามองว่า ‘ความเป็นพื้นถิ่น’ ไม่ได้มีแค่คุณค่าเท่านั้น แต่ยังมี ‘ราคา’ ของมันด้วย นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้านทำกันอย่าง ‘บ้าน ๆ’ นั้น แม้ดูไม่มีราคาค่างวด ไม่มีต้นทุนมากมายนัก แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ ‘ของฟรี’ ที่ใครจะหยิบไปขายอย่างไรก็ได้ (ซึ่งสุดท้ายอาจก่อให้เกิดปัญหา Cultural Appropriation ขึ้นมา) แต่สิ่งเหล่านี้คือ ‘ทรัพย์สินทางวัฒนธรรม’ ที่ต้องมีระบบคุ้มครอง แต่ต้องไม่คุ้มครองอย่างแข็งตัวและไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก

 

การย้อนกลับมาคิดว่า ‘ราคา’ ที่เราต้องจ่ายเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวนั้นมีอะไรบ้าง จะทำให้เราตระหนักได้อย่างแท้จริงว่า สิ่งที่เราได้รับมานั้น มัน ‘คุ้ม’ กับสิ่งที่เราเสียไปหรือไม่

 

เพราะทุกย่างก้าวที่รุไปข้างหน้ามีราคาที่เราต้องจ่ายเสมอ และหากเราไม่ ‘คิดให้ครบ’ ว่าต้นทุนเหล่านั้นคืออะไร ใครควรเป็นผู้จ่ายบ้าง สุดท้าย เมืองหนึ่ง ๆ อาจถูกบังคับให้ต้อง ‘จ่าย’ ด้วยสิ่งที่มีค่ามากที่สุด นั่นก็คือความทรงจำ รากเหง้า และอัตลักษณ์ของตัวเองที่พันผูกแนบชิดอยู่กับธรรมชาติของท้องถิ่น

Share This Story !

Published On: 03/01/2026,1.7 min read,Views: 1503,

Related projects

  • Tourism Trends that will Shake Up 2022 and Beyond

  • โรคาปารีส และต้นกำเนิดของ Metro – Tourism

  • Entertainment Complex กับชุมทางแห่งเสรีภาพ