
สรุปสาระสำคัญจากงาน Future Trends Ahead Summit 2026
10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ
กองบรรณาธิการ
งาน Future Trends Ahead Summit 2026 งานสัมมนาเทรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่รวบรวมนักคิด นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของประเทศจากหลากหลายสาขา เพื่อมาแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวโน้มสำคัญที่จะกำหนดทิศทางโลกในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป TAT Review ได้คัดเลือกและสรุปประเด็นสำคัญ 3 หัวข้อการบรรยายมาไว้ ดังนี้

หัวข้อที่ 1: Global Trends 2026 – เจาะเทรนด์โลก มุมมองจาก World Economic Forum 2026
โดย นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์ | CEO & Co-Founder, RISE
โลกใบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย ‘ความไว้วางใจ’
ในเวทีระดับนานาชาติวันนี้ สิ่งที่ทุกประเทศต่างให้ความสนใจไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่งคั่งหรือจำนวนประชากรอีกต่อไป หากแต่เป็น ‘ความไว้วางใจ’ หรือ ‘Trust’ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดพันธมิตรทางธุรกิจและการค้า ขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวข้ามผ่านบทบาทของการเป็นเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพของมนุษย์และกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรือน้ำประปา ในขณะที่ทุกเวทีโลก ยังมีการตั้งคำถามสำคัญว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เทคโนโลยีทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีคือชนวนของความขัดแย้งระดับชาติ
ประเทศไทย จาก ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ สู่ ‘ผู้สร้างมูลค่า’
สื่อต่างชาติอย่าง Financial Times ตั้งข้อสังเกตว่าไทยกำลังอยู่ในสถานะ ‘Sick Man of Asia’ เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน อุตสาหกรรมหลักอย่างการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนถึง 17% ของ GDP มีการเติบโตที่จำกัดเพราะต้องแข่งขันกับญี่ปุ่นและเวียดนาม ภาคการผลิตเผชิญกับสินค้าราคาถูกจากจีน ส่วนภาคเกษตรกรรมมีผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ไทยต้องเปลี่ยนสถานะจาก Safe Zone ทางภูมิรัฐศาสตร์ มาเป็น ‘ผู้สร้างโซลูชัน (Solution Provider)’ และ ‘ผู้สร้างมูลค่า (Value Creator)’ ที่แท้จริง

ภาพจาก Prawit Ritchalearnwatthu / Shutterstock.com
ยุทธศาสตร์ Healthcare Hub – โอกาสที่ไทยไม่ควรมองข้าม
ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านสาธารณสุขที่โดดเด่น ทั้งระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว โรงพยาบาลที่ผ่านมาตรฐาน JCI ระดับสากลกว่า 60 แห่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และบริการที่รองรับผู้ใช้บริการหลากหลายสัญชาติ จุดที่ยังขาดคือด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับการสร้าง Health Innovation Hub โดยใช้ไทยเป็นฐานวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ที่ถูกกว่าสหรัฐฯ ถึง 5 เท่าและรวดเร็วกว่าถึง 5 เท่า พร้อมผลักดันให้มี Health Sandbox สำหรับผ่อนปรนกฎระเบียบ และดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนทางเทคโนโลยีการแพทย์ที่ผ่านการทดสอบใช้งานจริงในไทยจาก Venture Capital และ Private Equity
หัวข้อที่ 2: Consumer Trends 2026 – Turn ABSURDITY to Opportunity ทิศทางผู้บริโภคและโอกาสในมุมมองลูกค้าในปี 2026
โดย คุณรัชดา อภิรมย์เดช | Asia Lead, TrendWatching & Founder/CEO, Think Next Asia
TrendWatching บริษัทวิเคราะห์เทรนด์แนวหน้าระดับโลก ได้นำเสนอ 2 เทรนด์ผู้บริโภคประจำปี 2026 ประกอบด้วย

เทรนด์ที่ 1: ‘Buy Because’ – AI ช่วยตัดสินใจแทน
ผู้บริโภคในปัจจุบันถูกถาโถมด้วยข้อมูลจำนวนมากจนเกินรับไว้ จากตัวเลขสถิติแสดงให้เห็นว่า 78% ของผู้บริโภครู้สึกเหนื่อยล้ากับข้อมูลที่เยอะเกินไป (Overwhelmed) และ 74% มีอาการเครียดจากการตัดสินใจ
คนรุ่นใหม่หลายคนถึงขั้นมีอาการภาวะเครียดหรือกดดัน เมื่อต้องเลือกสั่งอาหาร/สินค้าจากเมนูในร้านอาหาร ( Menu Anxiety) และต้องเช็คราคาและรีวิวก่อนทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้เอง AI จึงกลายเป็นตัวช่วยตัดสินใจ โดยกลุ่มอายุ 18-34 ปี กว่า 41% เริ่มใช้ AI แทน Search Engine และ 82% ต้องการให้ AI เลือกสินค้าให้เลย ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ CarEdge ซึ่งเป็น AI สำหรับซื้อรถที่สามารถต่อรองราคากับดีลเลอร์แทนมนุษย์ได้จริง ช่วยประหยัดได้ถึง 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ
คำถามสำคัญที่แบรนด์ต้องตอบให้ได้คือ จะทำอย่างไรให้ AI แนะนำสินค้าของเราก่อนคู่แข่ง
เทรนด์ที่ 2: ‘Worthwise’ – คุ้มค่าและสร้างมูลค่าร่วมกัน
ความขัดแย้งในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้น่าสนใจมาก แม้คนรุ่นใหม่จะรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินสูงขึ้นจาก 30% เป็น 48% ภายในปีเดียว แต่กลับมีพฤติกรรม ‘Doom Spending’ หรือชอปปิงของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเยียวยาจิตใจ ขณะที่ 54% หันไปใช้สินค้า Dupes หรือสินค้าทดแทนที่ราคาย่อมเยากว่าแต่คุณภาพดีไม่แพ้กัน สิ่งที่แบรนด์ควรทำจึงไม่ใช่การลดราคาลงเพื่อแข่งขัน แต่เป็นการเปิดให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมสร้างมูลค่า ดังเช่นตัวอย่างของ Taco Bell ที่ให้ลูกค้าสามารถสร้างและตั้งชื่อเมนูเองได้ ผลลัพธ์คือมีเมนูถูกรังสรรค์กว่า 40,000 รายการ และยอดขายของแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 32%
หัวข้อที่ 3: AI 2026 As an Accelerator for Workforce – AI 2026: การเปลี่ยนเกมในโลกการทำงานแห่งอนาคต
โดย คุณเทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน | กรรมการผู้จัดการ, บริษัท ดีอีเอ (ประเทศไทย) จำกัด

ภาพจาก Yarrrrrbright / Shutterstock.com
AI ไม่ได้ขโมยงาน แต่สร้างงานใหม่มหาศาล
แม้กระแสความกังวลเรื่อง AI ที่จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์จะยังแพร่หลาย แต่ในความเป็นจริง AI กำลังสร้างโอกาสงานใหม่ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังเปิดประตูให้คนทั่วไปสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองได้ เช่น เลขานุการที่จบสายงานบริหารทั่วไปสามารถเป็นนักขายประสิทธิภาพสูงได้ หากรู้จักใช้ AI อย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ AI ยังเป็นคำตอบสำหรับสังคมสูงวัยของไทยในการรักษากำลังการผลิตให้เพียงพอในอนาคต
K-Shaped Economy และความเสี่ยงของแรงงานไทย
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค K-Shaped Economy ซึ่งแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 20% บนคือผู้ที่ใช้ AI ได้อย่างเต็มศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 10 เท่า ส่วนอีก 80% มีความเสี่ยงถูก AI แทนที่หรือไม่ได้ประโยชน์จาก AI เท่าที่ควร สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยก็คือ แม้ว่าคนไทยมีอัตราการเข้าถึง AI สูงถึง 80% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก (65-70%) แต่ผู้ใช้งาน AI ส่วนใหญ่กลับเป็นผู้ใช้งานในระดับผิวเผิน ใช้ AI เพื่อตอบสนองความต้องการในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น พูดคุยเล่น หาสูตรอาหาร สรุปข้อมูล แต่งภาพ แต่ยังไม่สามารถใช้งาน AI เพื่อการสร้างรายได้
AI Literacy Assessment Framework – วัดและพัฒนาให้ตรงจุด
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว วิทยากรนำเสนอกรอบวัดระดับความสามารถ AI โดยอ้างอิงมาตรฐาน OECD และปรับให้เหมาะกับบริบทของประเทศไทย วัดได้จาก 4 มิติหลัก ได้แก่ ทักษะการสั่งงาน AI (Engaging with AI), ทักษะการตรวจสอบความถูกต้อง (Evaluating AI), ความสามารถสร้างงานที่มีคุณค่าเพิ่ม (Creating with AI) และการบริหารจัดการ AI อย่างมีจริยธรรม (Managing AI) โดยแนวทางสำคัญคือการประเมินตัวเองให้ได้ก่อนว่าอยู่ระดับใด เพื่อวางแผนพัฒนาได้อย่างถูกทิศทาง และในอนาคตอันใกล้ตลาดงานจะเริ่มระบุความต้องการเป็นระดับเลเวล AI อย่างเช่น ‘ต้องการนักการตลาด AI Level 3’ สำหรับงานประเภทนี้ เป็นต้น