
Fear Factor เมื่อความกลัวนำทางการท่องเที่ยวโลก
แปลและเรียบเรียง โดย ธีร์ ตีระจินดา
ความขัดแย้งที่ขยายตัวในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมและภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงไปยังอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางของเม็ดเงินมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

การรับรู้ถึงความเสี่ยง: เมื่อความกลัวมีอิทธิพลมากกว่าความจริง
ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว “การรับรู้ถึงความเสี่ยง (Perception of Risk)” มีความสำคัญพอ ๆ กับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง (Actual Risk) แม้ประเทศหนึ่งจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามโดยตรง แต่ถ้าถูกนักท่องเที่ยวมองว่า อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีความปลอดภัย พวกเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนจุดหมายไปยังที่ที่พวกเขารู้สึกว่า “คาดเดาได้” และ “ปลอดภัย” มากกว่าทันที ส่งผลให้ยอดจองการเดินทางในตะวันออกกลางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้คนเลือกที่จะ “ตัดปัญหา” โดยการหลีกเลี่ยงการเดินทางทั้งภูมิภาค

การเปลี่ยนทิศทางของกระแสการเดินทาง (The Great Diversion)
ในขณะนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังไม่ได้ยกเลิกการเดินทางในทันที แต่พวกเขา “เปลี่ยนเป้าหมาย” ไปยังพื้นที่ที่ถูกมองว่าปลอดภัยมากกว่า โดยบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ของโลกหลายราย เช่น TUI และ Thomas Cook ได้เริ่มย้ายฐานการให้บริการลูกค้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางไปยังหมู่เกาะคานารี และภูมิภาคอื่น ๆ แทน เป็นต้น

วิกฤตต้นทุนและการบิน
ภายหลังจากที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อตอนต้นเดือนมีนาคม สนามบินหลักหลายแห่งในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ โดฮา และอาบูดาบี ต่างต้องปิดตัวลงหรือเผชิญกับข้อจำกัดในการให้บริการ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่มากของภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนถึงร้อยละ 14 ของการต่อเครื่องระหว่างประเทศจากทั่วโลก โดยก่อนที่จะเกิดความขัดแย้ง สนามบินในดูไบ อาบูดาบี โดฮา และบาห์เรน ต้องรองรับผู้โดยสารรวมกันสูงถึงประมาณ 526,000 คนต่อวัน เมื่อเส้นทางดังกล่าวมีปัญหา การจราจรทางอากาศจึงถูกเปลี่ยนไปยังทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัยกว่าหรือมีความมั่นคงในการดำเนินงานมากกว่า สนามบินอิสตันบูล ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อระหว่างยุโรป เอเชีย และแอฟริกา จึงได้รับผลประโยชน์จากความไม่สงบในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยดึงดูดผู้โดยสารที่เคยไปต่อเครื่องที่ดูไบ โดฮา หรืออาบูดาบี ให้มาใช้บริการแทน
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์โดยตรง โดยสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (The World Travel and Tourism Council : WTTC) ประมาณการว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังทำให้ภาคการท่องเที่ยวต้องสูญเสียรายได้สูงถึงประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งต้นทุนส่วนหนึ่งจะถูกผลักภาระไปให้นักท่องเที่ยวในที่สุด ผ่านราคาบัตรโดยสารที่แพงขึ้น การเดินทางที่ยาวนานขึ้น และความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว
จากความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นส่งผลให้การจองห้องพักแบบมีเงื่อนไขการยกเลิกที่ยืดหยุ่นได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ประกันการเดินทางกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกว่าเดิม และจุดหมายปลายทางที่อยู่ใกล้หรือมีการเดินทางที่สะดวกสบายก็ได้รับความสนใจเพิ่มสูงขึ้นด้วย การสร้างสมดุลระหว่าง “ราคา” และ “ความสะดวกสบาย” คือปัจจัยที่สำคัญ แม้ว่าจุดหมายปลายทางหนึ่งอาจจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจอยู่ แต่หากสถานที่นั้นเริ่มสร้างความกังวลหรือทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากก็พร้อมที่จะหันไปเลือกทางเลือกอื่นที่ยุ่งยากน้อยกว่าแทน
บทสรุป
บทสรุปของความสำเร็จของการท่องเที่ยวในยุคนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “มรดกทางวัฒนธรรม” “ความหรูหรา” “การจัดงานระดับโลก” หรือ “อาหาร” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ “ความมีเสถียรภาพ” (Stability) กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกที่เที่ยวของผู้คนทั่วโลก โดยผู้ชนะอาจไม่ใช่ประเทศที่มีราคาถูกที่สุดหรือมีความสวยงามตระการตาที่สุด แต่จะเป็นประเทศที่มอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นที่สุดให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น มีการเชื่อมต่อการเดินทางที่ดีกว่า มีความไม่แน่นอนน้อยกว่า และมีบรรยากาศของความปกติสุข (Normality) ที่มากกว่า ความขัดแย้งในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความเปราะบางต่อปัจจัยภายนอกสูงมาก ทำให้ประเทศที่เคยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวจำต้องเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจในครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แหล่งที่มา
Paula, S. et al (2026, April 1). Safety first: how the Iran war is reshaping global tourism. The Conversation. https://theconversation.com/safety-first-how-the-iran-war-is-reshaping-global-tourism-279468