สรุปสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ (เมษายน – มิถุนายน 2569)และคาดการณ์สถานการณ์ (กรกฎาคม – กันยายน 2569)

 

จัดทำ ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2569

ด้านตลาดต่างประเทศ โดย กองกลยุทธ์การตลาด ฝ่ายวางแผน

 

สรุปจำนวนและรายได้ตลาดต่างประเทศ เดือนเมษายน – มิถุนายน 2569

สถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ เดือนเมษายน – มิถุนายน 2569

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย จำนวน 6.5 ล้านคน ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568
  • รายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 297,535 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568
  • สัดส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวคิดเป็น ตลาดระยะใกล้ ร้อยละ 74 และตลาดระยะไกล ร้อยละ 26
  • สัดส่วนรายได้ทางการท่องเที่ยวคิดเป็น ตลาดระยะใกล้ ร้อยละ 67 และตลาดระยะไกล ร้อยละ 33

 

สถานการณ์ท่องเที่ยวภูมิภาคอาเซียน

ภาพรวมภูมิภาคอาเซียน มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.1 ล้านคน ลดลงร้อยละ 11 และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 61,095 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568

สถานการณ์ท่องเที่ยวโดยรวม ตลาดอาเซียนมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนการเดินทาง โดยเน้นการเดินทางระยะใกล้ในภูมิภาคเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากวิกฤตโลก ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ไทยต้องรับมือกับการแข่งขันในช่วง Low Season และมาตรการฟรีวีซ่าของประเทศคู่แข่งที่รุกตลาดเพื่อแย่งชิงฐานนักท่องเที่ยวหลักอย่างเข้มข้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอาเซียน

  • วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลกและต้นทุนที่สูงขึ้น เป็นตัวเร่งการเดินทางระยะสั้นในภูมิภาค ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาบัตรโดยสารเครื่องบินและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้น ผนวกกับภาวะเงินเฟ้อด้านการท่องเที่ยวโลกที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง โดยภาพรวมการท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัว แต่กลายเป็นผลกระทบเชิงบวกทางอ้อมของไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวปรับเปลี่ยนการเดินทางจากจุดหมายระยะไกล (Long-haul) มาเป็นการท่องเที่ยวระยะสั้นภายในภูมิภาคแทนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า ซึ่งไทยถือเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ รวมถึงประเทศในอาเซียน 
  • วิกฤตการณ์ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่า อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาทที่ร้อยละ 7 จากปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทาง เป็นสาเหตุสำคัญต่อการลดลงของนักท่องเที่ยวอินโดนีเซีย
  • การยกเลิก/ปรับลดความถี่เส้นทางการบิน วิกฤตการณ์พลังงานในปี 2569 ส่งผลให้ภาพรวมจำนวนที่นั่งในภูมิภาคอาเซียนช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน ลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยสายการบินในภูมิภาคจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนด้วยการยกเลิกหรือปรับลดความถี่ในเส้นทางที่มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารไม่คุ้มทุน อาทิ สายการบิน Thai Airways ที่ปรับลดความถี่เส้นทางกรุงเทพฯ–จาการ์ตา รวมถึง สายการบิน Thai Air Asia ที่ระงับการให้บริการชั่วคราวในเส้นทางดอนเมือง–ดานัง 
  • การเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม้ว่าเทศกาลสงกรานต์จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าไทย แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับลดลง ร้อยละ 20 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ของประเทศในอาเซียน อาทิ ลาว เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม (Tet) ที่เริ่มเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยว
  • การรุกตลาดนักท่องเที่ยวของคู่แข่งด้วยฟรีวีซ่า เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวหลัก ‘จีน’ จากไทย อาทิ กัมพูชา เปิดตัวโครงการนำร่องยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีน พำนักได้นาน 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 ตุลาคม 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วง Green Season และมีแผนนำร่อง “Single Tourist Visa” สำหรับ 10 ประเทศสมาชิกในปี 2569

 

สถานการณ์ท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาพรวมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนนักท่องเที่ยว 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 98,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568

สถานการณ์ท่องเที่ยวโดยรวม ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นโอกาสสำคัญของไทยจากการขยายตัวของกลุ่ม FIT และการ Shift Destination มาไทยของนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังคงต้องเร่งสร้างจุดเด่นด้านวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์เพื่อแข่งขันกับเกาหลีใต้และเวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างรุนแรง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

  • การเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง (Destination Shift) และต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น จากความตึงเครียดทางการทูตระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคม-พฤษภาคม ลดลง ร้อยละ 56 ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงเส้นทางและจุดหมายระยะไกลที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักที่นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมา รวมถึงเวียดนาม ประเทศในอาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้รับอานิสงส์ทางอ้อมในการเป็นจุดหมายอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจีนแทนญี่ปุ่น เนื่องจากความคุ้มค่าด้านต้นทุน ความสะดวก และความคุ้มค่าเงิน นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลให้สายการบินจีนและญี่ปุ่นปรับราคาบัตรโดยสารเพิ่มขึ้น ร้อยละ 50-140
  • กระแสเดินทางช่วงวันหยุดยาวสำคัญในภูมิภาคมายังไทยและคู่แข่ง นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเข้าไทยเติบโตขึ้น เช่น เทศกาล Golden Week ของญี่ปุ่น (+14%) วันหยุดวันแรงงานของจีน (+10%) โดยไทยติด Top 3 จุดหมายยอดนิยมที่ถูกค้นหามากที่สุดในช่วงเทศกาลดังกล่าว ในขณะที่ เกาหลีใต้ ครองอันดับ 1 จุดหมายยอดนิยมด้วยความได้เปรียบจากความนิยมด้านวัฒนธรรม K-pop และเดินทางระยะสั้น รวมไปถึง เวียดนาม ที่มียอดจองทริปในช่วง Golden Week สูงกว่าไทย 1.8 – 1.9 เท่า นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ ยังเป็น Magnet สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเข้าไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาด Group เป็น FIT และมุ่งเน้นประสบการณ์ท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหลัก ‘จีน’ ที่มีสัดส่วน FIT มากถึง 50% และทัวร์แบบแพ็กเกจเริ่มลดลง โดยนักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือหันมาจองกิจกรรม “ประสบการณ์ท้องถิ่น” (Local Experiences) เชิงลึกและยืดหยุ่นสูงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ยอดจองกิจกรรมท้องถิ่นในไทยในช่วง Golden Week ของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่พุ่งสูงขึ้น 1.7 – 1.8 เท่า แสดงให้เห็นว่า ไทยมีศักยภาพในการตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ที่สอดรับกับพฤติกรรมใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี

 

สถานการณ์ท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียใต้

ภาพรวมภูมิภาคเอเชียใต้ มีจำนวนนักท่องเที่ยว 6.9 แสนคน ลดลงร้อยละ 3 และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 27,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568

สถานการณ์ท่องเที่ยวโดยรวม ตลาดเอเชียใต้เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งนโยบายในประเทศที่สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในและต้นทุนการเดินทางที่พุ่งสูงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าไทยจะได้อานิสงส์จากการเป็นจุดหมายระยะใกล้ทดแทนตลาดยุโรป แต่ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งในอาเซียนที่รุกตลาดอย่างหนัก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียใต้

  • ปรากฏการณ์ Modi และกระแสรักชาติทางเศรษฐกิจ จากการออก “คำแนะนำ 7 ประการ” ของนายกรัฐมนตรีอินเดีย เพื่อขอความร่วมมือพลเมืองลดการเดินทางต่างประเทศที่ไม่จำเป็นและให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายในประเทศ เพื่อปกป้องทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ จนเกิดกระแส “รักชาติทางเศรษฐกิจ” ดึงดูดนักท่องเที่ยวอินเดียให้หันไปเที่ยวในประเทศแทน ส่งผลให้ยอดค้นหาการเดินทางต่างประเทศลดลงทันที ร้อยละ 10-15
  • วิกฤตน่านฟ้าและแรงกดดันด้านต้นทุนการเดินทาง สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและวิกฤตช่องแคบ
    ฮอร์มุซ ทำให้มีการปิดน่านฟ้า ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นและปรับตัวบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตเชื้อเพลิงปี 2551 และเกิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk Surcharge) ส่งผลให้ราคาบัตรโดยสารเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น ยอดจองบัตรโดยสารล่วงหน้า (Forward Booking) เข้าไทยในไตรมาสนี้ลดลง ร้อยละ 6 และสายการบินหลักมีการปรับลดเที่ยวบินลง ร้อยละ 5-40 โดยเฉพาะ Air India, Thai AirAsia รวมถึง Thai Airways 
  • การแข่งขันรุนแรงในฤดูกาลท่องเที่ยว (Outbound Peak Season) ในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน ถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวต่างประเทศของกลุ่มครอบครัวระดับกลาง-บนในเอเชียใต้ เพื่อใช้เวลาช่วงปิดภาคเรียน แม้ว่าไทยจะมี Magnet สำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวอย่าง “เทศกาลสงกรานต์” แต่ต้องเผชิญกับการแข่งขันแย่งชิงตลาดที่รุนแรงจากประเทศในอาเซียน อาทิ 
    • สิงคโปร์ จัดแคมเปญกระตุ้นยอดขาย ‘Great Singapore Sale’ 
    • มาเลเซียและเวียดนาม รุกตลาดด้วยการเสนอแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เช่น Sabah, Sarawak (มาเลเซีย) Da Nang, Nha Trang, Phu Quoc (เวียดนาม) กลายเป็นหนึ่งองค์ประกอบหลักของ Multi-stop Itineraries 

 

สถานการณ์ท่องเที่ยวภูมิภาคโอเชียเนีย

ภาพรวมภูมิภาคโอเชียเนีย มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2 แสนคน ลดลงร้อยละ 2 และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 12,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568

สถานการณ์ท่องเที่ยวโดยรวม ตลาดโอเชียเนีย โดยเฉพาะออสเตรเลีย มีกำลังซื้อและความต้องการเดินทางต่างประเทศสูงมาก ซึ่งไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในเรื่องความปลอดภัยและความคุ้มค่า แต่จำเป็นต้องเร่งทำการตลาดเชิงรุกเพื่อแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในเอเชีย เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และจีน ที่กำลังเติบโตและแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างรุนแรง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคโอเชียเนีย

  • การแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง (Destination Shift) เนื่องจากราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่เดินทางไปยังยุโรปและอเมริกาที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวหันมาเลือกประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความคุ้มค่ามากกว่า โดยญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากตลาดโอเชียเนีย อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันสูงจากประเทศคู่แข่ง อาทิ
    • เวียดนาม เป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุด (+27.5%) สำหรับนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย โดยเกาะฟูโกว๊ก (Phu Quoc) ติดอันดับ 4 ของโลก ในการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวบน Expedia โดยมียอดค้นหาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 53
    • อินโดนีเซีย ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย รองลงมา คือ นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น จีน และเวียดนาม ในขณะที่ ไทยติดอันดับ 6
  • ความต้องการเดินทางต่างประเทศพุ่งสูงขึ้น รายงานจาก Tourism Research Australia (TRA) ระบุว่า การเดินทางออกนอกประเทศของชาวออสเตรเลียเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.6 และสูงกว่าช่วงก่อนโควิด ถึงร้อยละ 19.2 โดยอินโดนีเซียเป็นจุดหมายยอดนิยม (อันดับ 1) คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 14.8 ของการเดินทางทั้งหมด (ข้อมูลจาก Australian Bureau of Statistics: ABS) สอดคล้องกับการขยายตัวของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตามการคาดการณ์ของ PATA โดยนักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นและมองว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ “ปลอดภัย คุ้นเคย และคุ้มค่าสูง”
  • การตอบโจทย์กลุ่มศักยภาพและการรุกตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ประเทศไทยยังคงสามารถดึงดูดกลุ่มครอบครัว Wellness และกลุ่มที่รักการผจญภัยและธรรมชาติ ผนวกกับการดำเนินกลยุทธ์ของ ททท. ที่ส่งเสริมตลาดความสนใจพิเศษ อาทิ เช่น Golf, Health & Wellness, Diving, Wedding, Songkran Festival ร่วมกับพันธมิตรผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ และ Media FAM Trip ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจเลือกเดินทางมาประเทศไทย

 

สถานการณ์ท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรป

ภาพรวมภูมิภาคยุโรป มีจำนวนนักท่องเที่ยว 1.2 ล้านคน ลดลงร้อยละ 9 และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 72,680 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568

สถานการณ์ท่องเที่ยวโดยรวม แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนจากการเดินทางเข้าไทยช่วงเทศกาลและการท่องเที่ยวแบบ Bleisure แต่การฟื้นตัวของตลาดยุโรปยังมีความเปราะบางและผันผวนสูง เนื่องจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันจากกิจกรรมระดับโลก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรป

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อการบินเชื่อมโยง และราคาต้นทุนพลังงาน การเดินทางที่ใช้เวลานานขึ้น ราคาพลังงานที่ผันผวน และ ค่าโดยสารระหว่างประเทศสูงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวยุโรปบางส่วนชะลอการตัดสินใจเดินทาง หรือปรับลดงบประมาณด้านการท่องเที่ยว
  • FIFA World Cup 2026 ที่เริ่มแข่งขันในเดือนมิถุนายน ดึงดูดแฟนบอลชาวยุโรปเดินทางร่วมเชียร์การแข่งขันฟุตบอลสู่ภูมิภาคอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะ USA, Canada และ Mexico สายการบินมีการปรับ Capacity ไปยังเส้นทางอเมริกาเหนือ และอาจทำให้ค่าโดยสาร Long-haul ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวยุโรป ชะลอหรือเลื่อนการเดินทางเข้าเอเชีย
  • เศรษฐกิจยุโรปในปี 2569 ขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับค่าครองชีพและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการเดินทางมากขึ้น นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดค่าใช้จ่ายต่อทริป เลือกที่พักและบริการที่คุ้มราคา รวมถึงตัดสินใจจองการเดินทางในระยะสั้นก่อนวันเดินทางมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้การฟื้นตัวของตลาดยุโรปและการเดินทางระยะไกลมายังประเทศไทยมีความเปราะบางและผันผวนมากขึ้น (OECD Economic Outlook, June 2026; European Commission Spring Forecast 2026)
  • เทศกาลวันหยุด Easter และปิดภาคเรียน ซึ่งในปีนี้มีช่วงเวลาใกล้เคียงกับสงกรานต์ ส่งผลให้ลาพักร้อนยาวและรวมการเดินทางทั้งสองเทศกาลเข้าด้วยกัน ผนวกกับกระแส “Work from Thailand” ในสื่อออนไลน์ เช่น Reddit และ Travel blogs ยังสนับสนุนให้กลุ่ม Digital Nomads และ Long-stay ในเชียงใหม่หรือเกาะสมุยก่อนเข้าร่วมเทศกาลสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ส่งผลให้ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 


สถานการณ์ท่องเที่ยวภูมิภาคอเมริกา

ภาพรวมภูมิภาคอเมริกา มีจำนวนนักท่องเที่ยว 3.1 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.01 และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 18,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอเมริกา

  • ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นร้อยละ 2 ส่งผลให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในไทยสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้เกิดการชะลอตัวของยอดใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มชอปปิงและบริการระดับไฮเอนด์ รวมถึงทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องเผชิญความท้าทายด้านราคาเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน
  • ตลาดลาตินอเมริกาพึ่งพา Hub จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบราซิลและอาร์เจนตินา ที่นิยมใช้สายการบินเชื่อมต่อ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวหดตัว ร้อยละ 4 และร้อยละ 7 ตามลำดับ
  • Forward Booking เติบโตต่อเนื่องทุกเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน – มิถุนายน (+3%) เดือนพฤษภาคม (+3%) และเดือนมิถุนายน (+7%)
  • ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับดี การประกาศ Travel Advisory ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดให้ไทยอยู่ในระดับปกติ (ระดับ 1) ซึ่งถือว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับการท่องเที่ยว ช่วยลดความกังวลของนักท่องเที่ยวอเมริกา

 

สถานการณ์ท่องเที่ยวภูมิภาคแอฟริกา

ภาพรวมภูมิภาคแอฟริกา มีจำนวนนักท่องเที่ยว 3.9 หมื่นคน ลดลงร้อยละ 7 และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 1,840 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคแอฟริกา

  • จำนวนที่นั่งโดยสารเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.8 จาก 2 สายการบินหลัก คือ Air Austral ให้บริการเส้นทาง Reunion เพิ่มขึ้น ร้อยละ 27 และ Ethiopian Airlines ผ่านเส้นทาง Addis Ababa เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6 ช่วยเพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยได้สะดวกขึ้น แต่จำนวนที่นั่งของเที่ยวบินสายการบิน Kenya Airways เส้นทาง Nairobi ลดลง ร้อยละ 22
  • การเติบโตของ Forward Booking มีความผันผวน ในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1 เดือนพฤษภาคมลดลง ร้อยละ 2 และเดือนมิถุนายนลดลง ร้อยละ 3 ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของเส้นทางบินเชื่อมโยง

 

 

สถานการณ์ท่องเที่ยวภูมิภาคตะวันออกกลาง

ภาพรวมภูมิภาคตะวันออกกลาง มีจำนวนนักท่องเที่ยว 1.2 แสนคน ลดลงร้อยละ 32 และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 5,820 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 58 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568

สถานการณ์ท่องเที่ยวโดยรวม ตลาดตะวันออกกลางหดตัวอย่างรุนแรง จากข้อจำกัดด้านการปิดน่านฟ้า ต้นทุนบัตรโดยสารที่พุ่งสูงขึ้น และความกังวลด้านความปลอดภัย ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ากำลังซื้อจากกลุ่มค่าเงินแข็งค่าจะช่วยพยุงตลาด Medical และ Luxury ไว้ได้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

  • สถานการณ์ปิดน่านฟ้ากระทบเส้นทางบินรุนแรง มีการจำกัดการบิน ทำให้จำนวนที่นั่งโดยสารจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในไตรมาสนี้ลดลง ร้อยละ 14.8 เทียบกับปี 2568 โดยสายการบินสำคัญที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ 
    • Emirates/Etihad Airways (UAE) ลดลง ร้อยละ 11.8 
    • Qatar Airways (Doha) ลดลง ร้อยละ 34.9 
    • Gulf Air (Bahrain) ลดลง ร้อยละ 27.5
  • ค่าเงินแข็งค่าหนุนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และ Luxury โดยสกุลเงิน GCC ส่วนใหญ่ (SAR, AED, QAR, OMR, BHD) ใช้ระบบ “ตรึงค่าคงที่กับดอลลาร์สหรัฐ” (อัตราการเปลี่ยนแปลงเทียบเงินบาทจึงเท่ากับ USD/THB) เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.7 และสกุลเงิน ดีนาร์คูเวต (KWD) ใช้ “ระบบตะกร้าเงิน” โดยผูกค่ากับ “กลุ่มสกุลเงินคู่ค้าหลายสกุล” (ดอลลาร์เป็นหลัก ผสมยูโร ปอนด์ เยน ฯลฯ ตามน้ำหนักการค้า) เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.3 ซึ่งมีแนวโน้มแข็งค่าเป็นบวกทั้งคู่ จึงเป็นแรงหนุนต่อ
    การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และการพักผ่อนระดับหรูหรา ซึ่งช่วยพยุงรายได้ต่อคน
  • ความขัดแย้งยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น ทำให้สายการบินต้องยกเลิก/ปรับเส้นทางและตารางบิน ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินและที่นั่งโดยสารลดลง ระยะเวลาในการเดินทางนานขึ้น ต้นทุนน้ำมันและค่าประกันภัยสูงขึ้น และผลักดันให้ค่าบัตรโดยสารปรับตัวสูงขึ้น ผนวกกับความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง
    หดตัวอย่างรุนแรง ลดลง ร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับปี 2568

 

คาดการณ์จำนวนและรายได้ตลาดต่างประเทศ เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569

แนวโน้มสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569

  • คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย จำนวน 7 ล้านคน ลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568
  • คาดการณ์รายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 316,135 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568
  • สัดส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวคิดเป็น ตลาดระยะใกล้ ร้อยละ 78 และตลาดระยะไกล ร้อยละ 22
  • สัดส่วนรายได้ทางการท่องเที่ยวคิดเป็น ตลาดระยะใกล้ ร้อยละ 69 และตลาดระยะไกล ร้อยละ 31

ปัจจัยด้านการบิน เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569

Flight Search: ภาพรวมยอดการค้นหาเที่ยวบินเข้าไทย มีแนวโน้มลดลง ร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันในปี 2568 

  • ตลาดสำคัญ มีสัญญาณบ่งชี้ว่าปรับตัวดีขึ้น เช่น เยอรมนี มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา โดยเพิ่มขึ้น
    ร้อยละ 6-11 จากช่วงเดียวกันในปี 2568

Forward Booking: ภาพรวมยอดจองบัตรโดยสารเครื่องบินล่วงหน้าเข้าไทย ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันในปี 2568

  • TOP 5 ตลาดที่มียอดจองฯ มากที่สุด ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • ตลาดที่มีแนวโน้มยอดจองฯ เติบโตขึ้น จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ได้แก่ สเปน (+36%) จีน (+27%) คูเวต (+27%) อิตาลี (+24%) สหราชอาณาจักร
    (+16%)

Seat Capacity: จำนวนที่นั่งโดยสารบนเครื่องบินจากต่างประเทศเข้าไทย มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา

    • ภาพรวมปี 2569 มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย: มีจำนวนที่นั่งโดยสาร 48.4 ล้านที่นั่ง (-0.7%)
      หรือฟื้นตัว ร้อยละ 86 ของจำนวนที่นั่งปี 2562 (56 ล้านที่นั่ง)
    • จำนวนที่นั่งโดยสาร (ก.ค. – ก.ย. 2569) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น: มีจำนวน 11.6 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2568 หรือฟื้นตัว ร้อยละ 84 ของจำนวนที่นั่งปี 2562 (13.8 ล้านที่นั่ง)
  • เที่ยวบินตรงใหม่: จาก 22 ประเทศ บินตรงไปยัง กรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ และเชียงราย

 

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยท้าทายตลาดต่างประเทศ เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569

ปัจจัยสนับสนุน

  1. การเดินทางระหว่างประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย UN Tourism คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศในปี 2569 จะเติบโตขึ้น ร้อยละ 3-4 จากการฟื้นตัวของตลาดเอเชียแปซิฟิก การกลับมาของการบินเชื่อมโยง และความต้องการเดินทางหลังจากเกิดเหตุการณ์ระหว่างอิหร่านและอิสราเอล
  2. การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และ Wellness Tourism ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพักผ่อนที่มีคุณภาพ การดูแลสุขภาพกายและใจ รวมถึงการหาประสบการณ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเดินทางในรูปแบบ Long-stay, Wellness Retreat, Medical & Wellness และการท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงในการขยายตลาดดังกล่าว โดยเฉพาะด้าน Wellness Real Estate แม้ว่าจะมีคู่แข่งที่มีศักยภาพ เช่น ดูไบ สิงคโปร์ และจีน แต่เป็นโอกาสและความท้าทายของไทย
  3. World Class Event / International Event กิจกรรมระดับโลกที่จัดขึ้นในไทย ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 เพื่อเป็น Magnet Destination ดึงดูดการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ อาทิ
  • FIVB Volleyball Women’s World Championship (กรุงเทพฯ นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต)
  • Gastech 2026 (กรุงเทพฯ)
  • Asian Women’s U18 Volleyball Championship 2026 (นครราชสีมา)
  1. การจัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมแฟนมีตของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะศิลปิน K-Pop และกระแสซีรีส์ Boy Love (BL) และ Girl Love (GL) ของไทย อาทิ POND-PHUWIN (BL) JAY B (GOT7) และ ITZY (K-Pop) ที่สามารถจำหน่ายบัตรหมด (Sold Out) อย่างรวดเร็ว และถือว่ามี Impact ต่อการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศสูงที่สุด ช่วยกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อาเซียน และลาตินอเมริกา โดยหลายกิจกรรมได้รับกระแสตอบรับสูง สะท้อนถึงศักยภาพของไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง

ปัจจัยท้าทาย/ประเด็นติดตาม

  1. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเดินทางระหว่างประเทศ โดยส่งผลกระทบต่อเส้นทางบินระหว่างยุโรปและเอเชีย ทำให้สายการบินต้องปรับเส้นทางบิน เพิ่มระยะเวลาเดินทาง และเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน ส่งผลให้ราคาบัตรโดยสารระหว่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ด้านความปลอดภัย 
  2. เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ผนวกกับภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า (Value for Money) มากขึ้น มีแนวโน้มลดค่าใช้จ่ายต่อทริป เลือกจุดหมายปลายทางที่มีความคุ้มค่า และตัดสินใจจองการเดินทางในระยะสั้นก่อนวันเดินทาง ส่งผลให้ความต้องการเดินทางมีความผันผวนสูงขึ้น
  3. FIFA World Cup 2026 ฟุตบอลโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าไปชมกีฬาในประเทศที่จัดการแข่งขัน แม้ว่าการแข่งขันจะสิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม แต่การปรับ Capacity ของสายการบินและการจัดสรรเครื่องบินไปยังเส้นทางอเมริกาเหนือ รวมถึงการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของกลุ่ม Sport อาจส่งผลให้ความต้องการเดินทางมายังเอเชียชะลอตัวในช่วงต้นไตรมาสนี้ และทำให้ราคาบัตรโดยสารในเส้นทาง Long-haul ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ 
  4. ความเสี่ยงจากสภาพอากาศและภัยธรรมชาติ ในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน เป็นฤดูมรสุมของหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศ กิจกรรมกลางแจ้ง และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ขณะเดียวกัน เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว

Share This Story !

Published On: 03/09/2026,5.7 min read,Views: 42,

Related projects

  • สถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ (เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2567)

  • คาดการณ์แนวโน้ม สถานการณ์ท่องเที่ยว

  • คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ท่องเที่ยว