แสงสว่างในความมืด

รศ.ดร.กฤตินี  ณัฏฐวุฒิสิทธิ์

 

“แสงสว่างในความมืด” อาจเป็นถ้อยคำที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอธิบายแนวโน้มใหม่ของการท่องเที่ยวโลกในปัจจุบัน เพราะแม้การท่องเที่ยวกระแสหลักจะยังคงขับเคลื่อนด้วยภาพจำของความสุข ความงาม และความสมบูรณ์แบบของประสบการณ์ แต่นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยกลับเริ่มหันไปแสวงหาคุณค่าจากพื้นที่ของ “ความมืด” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เชิงประวัติศาสตร์หรือภัยพิบัติที่สะท้อนถึงความโศกเศร้า ความสูญเสีย และความทรงจำร่วม พื้นที่ท่องเที่ยวในและนอกเมืองยามค่ำคืน รวมไปถึงพื้นที่ความทุกข์ในใจที่ต้องการได้รับการเยียวยา ความแปลกแตกต่างที่เข้าถึงใจผู้คนได้ในวงกว้างนี้เอง ทำให้กระแสการพัฒนาการท่องเที่ยวเกี่ยวกับ “ความมืด” เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในทางวิชาการ แนวคิดที่ใกล้เคียงและสัมพันธ์กันมีอยู่สองคำสำคัญ คำแรกคือ Dark Tourism ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความตาย บาดแผลทางประวัติศาสตร์ หรือเรื่องเล่าเชิงมรณสำนึก เช่น อนุสรณ์สถานสงคราม เรือนจำเก่า หรือพื้นที่ภัยพิบัติ คำที่สองคือ Noctourism ซึ่งงานวิชาการอธิบายว่าเป็นการท่องเที่ยวที่ตั้งใจจัดขึ้นในช่วงเวลาระหว่างพระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น โดยใช้สภาพแวดล้อมกลางคืนเป็นองค์ประกอบหลักของประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงการยืดเวลาของกิจกรรมกลางวันให้ดึกออกไป กรอบคิดนี้ทำให้ “ความมืด” กลายเป็นทรัพยากรด้านประสบการณ์ การตีความ และการออกแบบการท่องเที่ยว มากกว่าจะเป็นเพียงฉากหลังทางเวลา

 

Editorial credit: Ronald Wilfred Jansen / Shutterstock.com

 

เมื่อพิจารณาในมิติของการขยายตัวของตลาด ข้อมูลจาก Deep Market Insights ระบุว่า ตลาด Dark Tourism ระดับโลกมีมูลค่าอยู่ที่ 35,437.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 2.92% ในช่วงปี 2026–2031 การเติบโตนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของสถานที่เชิงโศกนาฏกรรมเท่านั้น แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของนักท่องเที่ยวจากการแสวงหาความสุขแบบฉาบฉวย ไปสู่การค้นหาประสบการณ์ที่มีความหมาย มีความลึกซึ้ง และมีแรงสะท้อนทางอารมณ์มากขึ้น ตัวอย่างที่ได้รับความนิยมระดับโลกมีตั้งแต่เชอร์โนบิลในยูเครน ซึ่งเป็นพื้นที่อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ในปี 1986 ไปจนถึงค่ายกักกันและอนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เช่น Auschwitz ในโปแลนด์ อีกทั้งยังมีเมืองปอมเปอีในอิตาลีที่กลายเป็นภาพหยุดเวลาของเมืองที่ถูกฝังจากการปะทุของภูเขาไฟวิสุเวียส (Mount Vesuvius) ทั้งหมดนี้ได้รับการจัดทำเส้นทาง การเล่าเรื่อง และการประยุกต์ใช้สื่อดิจิทัลพร้อมเทคโนโลยี เช่น Immersive, AR เพื่อให้ผู้มาเยือนมีส่วนร่วมเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของอดีต เข้าถึงข้อมูลเชิงลึก และตระหนักถึงบทเรียนแก่มนุษยชาติ แทนที่จะเพียงบริโภคความตื่นเต้นจากเหตุการณ์เหล่านั้น

ด้านการท่องเที่ยวกลางคืน รายงาน Nocturnal Tourism Market ของ Future Market Insights ระบุว่า ตลาดการท่องเที่ยวกลางคืนทั่วโลกมีมูลค่าอยู่ที่ 9,365.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตไปถึง 24,816.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราว 9.2% ในช่วงปี 2025–2035 เห็นได้ชัดจากการที่หลายเมืองทั่วโลกพัฒนาเศรษฐกิจกลางคืนอย่างจริงจัง เมืองไม่ได้มองเวลากลางคืนเป็นเวลาที่เหลือจากกลางวันอีกต่อไป แต่เป็นช่วงเวลาที่สามารถออกแบบกิจกรรม ตลาด เทศกาล แสง สี เสียง และเส้นทางใหม่ ๆ เพื่อขยายเวลาการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการจำนวนมาก กรณีศึกษาของจีนในรายงาน Midnight Economy กับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย DITP ระบุว่ารัฐบาลจีนได้กำหนดให้เศรษฐกิจยามค่ำคืนเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ และส่งเสริมให้เมืองใหญ่พัฒนา “ย่านกลางคืน” อย่างเป็นระบบผ่านการลงทุนในพื้นที่อย่างเซี่ยงไฮ้ที่มีย่านเดอะบันด์ (The Bund) ให้ผู้คนหลั่งไหลมาชมวิวแม่น้ำหวงผู่ยามค่ำพร้อมกับแสงสี ก่อนต่อไปยังถนนชอปปิงกลางคืน หนานจิง (Nanjing Road) การยกระดับตลาดกลางคืนและการแสดงวัฒนธรรมยามค่ำในย่านซานหลี่ถุน (Sanlitun) และ หวังฝูจิ่ง (Wangfujing) ของปักกิ่ง ไปจนถึงการใช้ภูมิทัศน์เมืองภูเขาและล่องเรือชมแสงสีริมแม่น้ำในฉงชิ่ง ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าความมืดได้ถูกนำมาเป็นทุนเชิงเวลาที่สามารถแปลงเป็นทุนทางเศรษฐกิจได้จริง เมื่อมีการออกแบบพื้นที่ กิจกรรม และการคมนาคมรองรับอย่างเหมาะสม และช่วยกระตุ้นการบริโภค สร้างงาน และสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้จุดหมายปลายทาง

งานวิจัยทางวิชาการอธิบายว่ากลไกสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวในพื้นที่ความมืดทรงพลังมาจากการเปิดโอกาสให้เกิดภาวะ Liminality หรือความรู้สึกว่าเราอยู่ “กึ่งกลาง” ระหว่างโลกปกติกับโลกพิเศษ ทำให้คนรู้สึกหลุดออกจากกรอบคิดเดิม เปิดใจรับสิ่งใหม่ และพร้อมจะตีความประสบการณ์อย่างลึกซึ้งขึ้น พร้อมกันนั้น ความมืดยังเปลี่ยนสัดส่วนการใช้ประสาทสัมผัส ทำให้ผู้คนใช้เสียง กลิ่น การสัมผัส และการรับรู้ทางอารมณ์มากขึ้น จึงทำให้ประสบการณ์กลางคืนมีแนวโน้มจะตรึงใจและจดจำได้มากกว่ากิจกรรมกลางวันในหลายกรณี

 

Editorial credit: John P. Woods / Shutterstock.com

 

ในเชิงสังคมและวัฒนธรรม การท่องเที่ยวในความมืดยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนที่อยากเดินทางอย่างมีความหมายมากขึ้น ด้วยคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ที่ปรากฏในแทบทุกวัฒนธรรม ทั้งความลี้ลับ ความโรแมนติก จิตวิญญาณ การปลดปล่อยจากกฎระเบียบเดิม และการรำลึกถึงสิ่งที่สูญหาย เช่น การเดินตามรอยสุสานและสถานที่รำลึกในยุโรปท่ามกลางแสงเทียนในความมืด หรือการเดินทางไปยังหมู่บ้านชนบทเพื่อดูท้องฟ้ามืดและร่วมพิธีกรรมท้องถิ่นในคืนพระจันทร์เต็มดวง ทั้งหมดนี้สะท้อนความปรารถนาของมนุษย์ในการใช้ความมืดเป็นพื้นที่เข้าถึงความรู้สึกใหม่ ๆ ตั้งคำถามกับอดีต และสร้างสายสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณกับทั้งผู้คนและสถานที่ในแบบที่เวลากลางวันอาจไม่เอื้อเท่า มิติของความหมายนี้ยังสอดรับกับการขยับตัวของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวร่วมสมัยจาก Entertainment Economy ที่เน้นความบันเทิง ไปสู่ความแปลกใหม่ของ Enchantment Economy หรือเศรษฐกิจที่ผู้คนแสวงหาความพิศวง ความรู้สึกอัศจรรย์ และบรรยากาศที่ชวนให้ตีความมากกว่าความสนุกแบบผิวเผิน 

ในมิติสิ่งแวดล้อม กระแสการท่องเที่ยวกับความมืดยังเอื้อต่อการกระจายการใช้ทรัพยากรและความแออัดของการท่องเที่ยวอย่างมีความยั่งยืนมากขึ้น เมื่อกิจกรรมท่องเที่ยวถูกออกแบบให้ขยับจากช่วงกลางวันไปสู่ยามค่ำคืน เมืองและชุมชนสามารถกระจายเวลาการใช้โครงสร้างพื้นฐาน ลดแรงกดดันต่อพื้นที่ยอดนิยมในช่วงเวลาเดียวกัน และเปิดโอกาสให้พื้นที่ใหม่ ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่การเดินทาง ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายตัวไปยังชุมชนมากขึ้น 

อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับทุกทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว Dark Tourism และ Noctourism ต่างก็มีด้านมืดของตนเองที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง ในเชิงเศรษฐกิจ ความเสี่ยงสำคัญคือการทำให้ความทุกข์ ความตาย หรือบาดแผลทางประวัติศาสตร์กลายเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะเมื่อการออกแบบประสบการณ์มุ่งขายความตื่นเต้นมากกว่าการเรียนรู้หรือการรำลึก หรือเมื่อสถานที่แห่งความทรงจำถูกลดทอนเหลือเพียงฉากถ่ายภาพหรือคอนเทนต์ในสื่อสังคมออนไลน์ ด้านเศรษฐกิจกลางคืนในเมืองอาจเผชิญปัญหาการครอบงำของกลุ่มทุนรายใหญ่ การทำให้วัฒนธรรมกลางคืนกลายเป็นพื้นที่บริโภคแบบฉาบฉวย และการผลักต้นทุนทางสังคม เช่น เสียงรบกวน ความแออัด หรือความเสี่ยงด้านพฤติกรรมไปให้ชุมชนท้องถิ่นรับแทน

ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมก็มีความซับซ้อนไม่แพ้กัน งานวิจัยด้านนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) และพฤติกรรมมนุษย์ชี้ว่า ช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะหลังเที่ยงคืน อาจเชื่อมโยงกับความหุนหันพลันแล่น การควบคุมตนเองที่ลดลง และการตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้น ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญต่อการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวกลางคืน เพราะหมายความว่าผู้จัดการแหล่งท่องเที่ยวไม่อาจพึ่งเพียงการสร้างบรรยากาศที่ดี แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย การควบคุมพื้นที่ การออกแบบทางสัญจร และการจัดการพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวด้วย สำหรับพื้นที่ธรรมชาติ ความเสี่ยงสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือการใช้ไฟส่องสว่างที่มากเกินไป มลภาวะทางแสงไม่เพียงทำให้ดาวและทางช้างเผือกค่อย ๆ หายไปจากสายตา แต่ยังรบกวนนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสัตว์กลางคืน ทำลายวงจรชีวิตของแมลงผสมเกสร กระทบการนำทางของนกและสัตว์ทะเล ทำให้ระบบนิเวศกลางคืนสูญเสียสมดุลและส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มจัดตั้งเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดและพื้นที่ Dark Sky Park เพื่อควบคุมการใช้แสงสว่างในเวลากลางคืนให้เหลือเท่าที่จำเป็น เมื่อมองในภาพรวม “ความมืด” จึงไม่ใช่เพียงฉากหลังของการเดินทาง แต่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องร่วมกันปกป้องดูแล

 

Editorial credit: hkoca / Shutterstock.com


การคำนึงถึง “แสงสว่างในความมืด” ทั้งในฐานะโอกาสของการพัฒนาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่า หัวใจของการจัดการ Dark Tourism และ Noctourism อย่างยั่งยืน มิได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่างแสงกับเงา หากแต่อยู่ที่การทำให้ทั้งสองดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล เช่นในแหล่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์บาดแผล การรักษาสมดุลหมายถึงการออกแบบพื้นที่ให้เป็นทั้งสถานที่แห่งการรำลึกและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ โดยไม่ปล่อยให้ความสูญเสียกลายเป็นเพียงวัตถุดิบของอารมณ์หรือสินค้าแห่งความสะเทือนใจ ตัวอย่างที่น่าสนใจได้แก่ อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา (Hiroshima Peace Memorial) ในญี่ปุ่น ซึ่งทำให้พื้นที่แห่งความสูญเสียกลายเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งการตระหนักถึงสันติภาพและคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ในแหล่งธรรมชาติ ความสมดุลยิ่งมีนัยสำคัญไม่แพ้กัน กรณีของเขตสงวนท้องฟ้ามืด Mont-Mégantic International Dark Sky Reserve ในแคนาดา คือแบบอย่างสำคัญของโลกที่แสดงให้เห็นว่าการรักษาท้องฟ้ามืดสามารถเดินเคียงคู่ไปกับการท่องเที่ยว การศึกษา และการพัฒนาชุมชนได้ พื้นที่แห่งนี้ได้รับการรับรองให้เป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดแห่งแรกของโลกตั้งแต่ปี 2007 และกลายเป็นต้นแบบของการจัดการที่อาศัยความร่วมมือระหว่างอุทยาน นักดาราศาสตร์ เทศบาล และประชาชน

สำหรับประเทศไทย กรอบคิดนี้มีศักยภาพอย่างมาก เพราะเรามีทั้งประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ใคร่ครวญ ความทรงจำร่วมที่ยังมีชีวิต ความเชื่อพื้นบ้านที่ผูกโยงกับความมืด พื้นที่ธรรมชาติไกลแสง และวัฒนธรรมกลางคืนที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวอยู่เดิม หากพัฒนาด้วยความเข้าใจ ด้วยความพอดี และด้วยความเคารพต่อทั้งผู้คนและภูมิทัศน์ การท่องเที่ยวในความมืดของไทยย่อมไม่เป็นเพียงสินค้าชนิดใหม่ หากอาจกลายเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ การเยียวยา และการอนุรักษ์ ที่ช่วยให้สังคมไทยมองเห็นทั้งโลกภายนอกและโลกภายในได้ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม

 

Share This Story !

Published On: 28/08/2026,1.8 min read,Views: 47,

Related projects

  • Highlight Tourism Trend Talk กับหัวข้อ ‘จากสายเกรียน สู่สายกรีน’

  • กินสั้น กันสิ้น

  • Going Green.. ‘Growing’ Green ตลาดสีเขียวมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 10 ปี