
นักเดินทาง 46% มองว่าการงดใช้มือถือระหว่างทริปเป็นเรื่อง ‘สุดโต่ง’

บริษัทท่องเที่ยวแนวผจญภัยสำหรับกลุ่มวัยทำงาน Flash Pack ได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดจากการเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจำนวน 2,000 คน ซึ่งผลสำรวจได้ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่าง “ความต้องการลดการใช้มือถือระหว่างทริป” กับ “พฤติกรรมจริงที่ยังเลิกใช้มือถือได้ยาก” พร้อมนำไปสู่การออกแบบทริปรูปแบบใหม่ที่เน้นการเชื่อมต่อทางสังคมและการพักจากโลกดิจิทัลอย่างยืดหยุ่น
ผลสำรวจระบุว่า 88% ของนักท่องเที่ยวต้องการใช้มือถือให้น้อยลงเมื่อเดินทางท่องเที่ยว แต่มีเพียง 8% เท่านั้นที่สามารถปิดการใช้งานมือถือได้จริง ขณะที่เกือบ 1 ใน 3 (27%) ยังใช้เวลาบนมือถือมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ค่าเฉลี่ยการใช้มือถือระหว่างทริปของชาวอังกฤษอยู่ที่ 75 นาที ต่อวัน ดังนั้น หากทริปของพวกเขา 2 สัปดาห์ พวกเขาจะเสียเวลาไปประมาณ 1.1 วัน เลยทีเดียว นอกจากนี้ 77% ของนักท่องเที่ยวระบุว่าการเดินทางคือช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลังงาน แต่การ “ไม่ใช้มือถือเลย” กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องสุดโต่ง โดยกว่า 46% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าการงดใช้มือถือเป็นเรื่องสุดโต่งเกินไป และตัวเลขนี้สูงขึ้นเป็น 58% ในกลุ่มวัย 30 ปลายถึง 40 ต้น ๆ
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนว่ากลุ่มนักเดินทางไม่ได้สนใจคอนเซ็ปต์เวลเนสแบบเดิมเท่าที่ควร โดย 37% ไม่สนใจการพักผ่อนแบบสปาหรือทริปที่เน้นความสงบอีกต่อไป อีกทั้งคำบางคำอย่างเช่น “mindfulness”, “yoga” หรือ “wellness” ก็ไม่ดึงดูดนักเดินทางในยุคนี้มากนัก อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมากกลับสนใจประสบการณ์ที่ “ท้าทายและฉีกกรอบเดิม ๆ” เช่น การดิ่งพสุธา หรือ กระโดดร่ม (21%) การแช่ Ice Bath (10%) รวมถึงการเดินทางร่วมกับคนแปลกหน้า (10%) โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และกลุ่ม Gen X ตอนต้นที่แสดงความสนใจสูงถึง 76% และ 71% ตามลำดับ
ความหมายของ “การพักผ่อน” ในสายตานักเดินทางเริ่มเปลี่ยนไป ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูพลังงาน แทนการแยกตัวอยู่ในที่เงียบ ๆ แบบเดิม การเดินทางที่ช่วยให้เชื่อมต่อกับผู้คนใหม่ ๆ หรือได้สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง กลายเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวยุคปัจจุบันให้ความสำคัญมากกว่าแนวคิดเวลเนสที่เป็นสูตรสำเร็จ
ที่มา: Globetrender 2026