
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับโอกาสของประเทศไทย
งานวิจัย กองวิจัยการตลาดการท่องเที่ยว ททท.
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียแปซิฟิกที่มีบทบาทสำคัญในตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ท่ามกลางความต้องการของผู้คนที่หันมาใส่ใจการดูแลร่างกายและจิตใจมากขึ้นในปัจจุบัน ผนวกกับประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านสปา นวดไทย แพทย์แผนไทย อาหารเพื่อสุขภาพ และความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญส่งผลให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาท่องเที่ยว รวมทั้งมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness Hub ของภูมิภาคเอเชียในอนาคต
ความแตกต่างระหว่าง Wellness Tourism Medical Tourism และ Health Tourism

โดยสรุปแล้ว การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism เป็นการดูแลและส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ Medical Tourism เป็นการเดินทางเพื่อรับการรักษาโรคหรือบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ขณะที่การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ Health Tourism คือแนวคิดการเดินทางแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งการส่งเสริม ฟื้นฟู และรักษาสุขภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของนักท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน
ภาพรวมเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ปัจจุบันตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีบทบาทสำคัญและได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย Global Wellness Institute (GWI) คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั่วโลก จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1,351 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 43 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2028 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CARG) 10.2% ระหว่างช่วงปี 2023-2028
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายเพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของบุคคลให้สามารถมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจได้ในชีวิตประจำวัน โดยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นภาคส่วนที่มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเศรษฐกิจสุขภาพ รองจากภาคส่วนการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลและความงาม (Personal Care & Beauty) การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพตามหลักโภชนาการ และการลดน้ำหนัก (Healthy Eating, Nutrition & Weight Loss) และการออกกำลังกายหรือกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ตามลำดับ และมีมูลค่าตลาดโดยรวมเท่ากับ 830.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 รวมถึงสัดส่วนการเดินทางเชิงสุขภาพคิดเป็น 7.8% ของการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลกมีลักษณะการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศ (Domestic Tourism) และต่างประเทศ (International Tourism) โดยนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,668 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป (ราว 53,243 บาท) ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 36% และนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายในประเทศมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 673 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป (ราว 21,482 บาท) ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวภายในประเทศทั่วไปถึง 163%

ที่มา: Global Wellness Institute (GWI)
หมายเหตุ: ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่ 6 มีนาคม 2569 (1 USD = 31.92 บาท)
25 อันดับของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจสุขภาพสูงสุด (ปี 2024)
ข้อมูล “25 อันดับแรกของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจสุขภาพสูงสุด” ตามรายงานของ Global Wellness Institute 2024 สะท้อนถึงมูลค่ารวมของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของแต่ละประเทศ ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โภชนาการ การออกกำลังกาย และการแพทย์แบบองค์รวม โดยมีหน่วยเป็นพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประเทศที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพสูง มักมีโครงสร้างพื้นฐานทางสุขภาพและการท่องเที่ยวที่แข็งแรง มีนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ และมีกลุ่มผู้บริโภคที่ตระหนักถึงการลงทุนในสุขภาวะ

กลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับโลก
การแบ่งกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พิจารณาจากปัจจัยที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจในหลายมิติทั้งจากพฤติกรรม (Behavioral) และปัจจัยทางจิตวิทยา (Psychographic) ของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่แตกต่างกันตามช่วงอายุ ไลฟ์สไตล์ รายได้ แรงจูงใจ หรือวัตถุประสงค์เฉพาะ ฯลฯ การเข้าใจลักษณะของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถพัฒนาบริการและออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถแบ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ดังนี้
กลุ่มที่ 1 กลุ่มใส่ใจสุขภาพ Health-Conscious Individuals
- มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ
- มีการออกกำลังกายเป็นประจำ สนใจเรื่องโภชนาการ และอาหารเพื่อสุขภาพ
- มองหาการป้องกันก่อนการเจ็บป่วยมากกว่าการรักษา
กลุ่มที่ 2 คนรุ่นใหม่ / กลุ่มวัยทำงาน Working Adults & Millennials
- ต้องการหนีความเครียดจากชีวิตในเมืองหรือการทำงาน
- มองหาประสบการณ์ที่ช่วยรีเซ็ตชีวิต
กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้สูงวัย / วัยเกษียณ Older Adults & Retirees
- ต้องการการดูแลสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกาย และการชะลอวัย
- มองหาสถานที่เงียบสงบ บริการฟื้นฟูระยะยาว
กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่ต้องการ “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” Life Reboot Seekers
- ผู้ที่เพิ่งผ่านความเครียด หรือภาวะหมดไฟ
- ต้องการช่วงเวลาในการฟื้นฟู หรือรีเซ็ตร่างกาย และจิตใจ
กลุ่มที่ 5 นักท่องเที่ยวสุขภาพระดับพรีเมียม High Spending Wellness Seekers
- พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและบริการพิเศษ
- ให้คุณค่ากับเวลาและสุขภาพมากกว่าราคา
- มักเลือกสถานที่ที่ได้รับการรับรองหรือมีชื่อเสียง
กลุ่มที่ 6 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ International Travelers
- นิยมเดินทางเพื่อผสมผสานการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพ (Leisure+Health)
- สนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น สมุนไพร การแพทย์แผนไทย
เอกลักษณ์หรือความโดดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย
ในการดำเนินโครงการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มีการศึกษาข้อมูลทั้งจากข้อมูลเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลในมิติของอุปทานด้านการท่องเที่ยว (Supply Side) เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพหรือความโดดเด่นของสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยในแต่ละภูมิภาค และอุปสงค์การท่องเที่ยว (Demand Side) เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการด้านสินค้าและบริการของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลที่ครอบคลุมในหลายมิตินี้จะช่วยสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยได้ชัดเจน ส่งผลให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถสรุปเอกลักษณ์หรือความโดดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย และกิจกรรมเชิงสุขภาพที่นักท่องเที่ยวแต่ละประเทศให้ความสนใจได้ดังนี้

กิจกรรมเชิงสุขภาพที่นักท่องเที่ยวแต่ละประเทศสนใจ



ที่มาข้อมูล: โครงการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism) (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)