
การนำเสนอทิศทางการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว ปี 2570
โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ณ สนามมวยราชดำเนิน
สังเวียนการท่องเที่ยวโลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอก คู่แข่งขัน พฤติกรรมนักท่องเที่ยว รวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ยากที่จะคาดการณ์ ดังนั้น เมื่อโลกเปลี่ยน ประเทศไทยก็ไม่อาจใช้วิธีคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป หลายท่านอาจมีคำถามว่า ทำไมปีนี้ เราไม่ได้พบกันในห้องประชุมแบบที่คุ้นเคย แต่วันที่ ททท. พาพวกเรา มาพบกันที่ สนามมวยราชดำเนิน พื้นที่ที่เป็นทั้งตำนานของกีฬาไทย และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์อันแข็งแกร่งของไทย ที่สร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

ททท. เลือกสถานที่แห่งนี้ เพราะอยากให้ทุกท่านสัมผัสว่า การเปลี่ยนแปลงของการท่องเที่ยวไทย เริ่มต้นตั้งแต่วิธีที่เราคิด วิธีที่เราสื่อสาร และวิธีที่เราสร้างประสบการณ์ร่วมกัน และท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยยังมีโอกาส และมีหมัดเด็ดอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายของรัฐบาลในวันนี้ การท่องเที่ยว ไม่ได้มุ่งแข่งขันด้วย “จำนวน” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ คุณภาพ และคุณค่าของการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน สิ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังมองหา ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพ ความสบายกายสบายใจ ประสบการณ์ที่มีความหมาย วัฒนธรรม อาหาร ความยั่งยืน หรือเทศกาลประเพณี และกิจกรรมระดับโลก ที่สร้างความสุข ประเทศไทยมีต้นทุนเหล่านี้อยู่แล้ว
การได้รับการยอมรับในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เป็นเครื่องการันตีที่สะท้อนถึงเสน่ห์และคุณค่าของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่สำคัญที่สุด เรามีเครือข่ายพลังขับเคลื่อนการท่องเที่ยว หรือ Tourism Ecosystem ที่เข้มแข็ง จากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ที่พร้อมร่วมกันสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและแตกต่างให้กับนักท่องเที่ยว แต่คำถามที่จะชวนให้ทุกท่านได้ตระหนักร่วมกัน คือ เมื่อเรารู้ว่าเรามีอะไร คำถามคือ เราจะเปลี่ยนสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เรามี ให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างไร แต่การจะได้มา พวกเราในห่วงโซ่ ต้องเห็นคุณค่าและพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน
แผนปี 2570 จึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิดของ The Year of Transformation โดยมีการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย
- เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยปริมาณ สู่การแข่งขันด้วยคุณค่า สร้าง Meaningful และ High Value Tourism ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของการเดินทางทั้งต่อนักท่องเที่ยว ชุมชน และประเทศ
- เปลี่ยนจากการขายสถานที่ สู่การขายประสบการณ์ที่มีความหมาย ผ่านภูมิปัญญา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และจุดแข็งในมิติต่าง ๆ ของไทย เพื่อสร้างความแตกต่างที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนได้
- เปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกับ Life Economy เศรษฐกิจวิถีชีวิต ที่สร้างความมั่งคั่ง ที่ไม่ใช่แค่มีมากขึ้น แต่ทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น มีความสุขมากขึ้น และดีขึ้นอย่างยั่งยืน
- เปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วน สู่การ Transform Together การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เริ่มต้นจากการเปลี่ยนไปพร้อม ๆ กัน เชื่อมพลังทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้ยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน
เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ในปี 2570 เราต้องการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าและมีความหมายอันดับ 1 ของเอเชีย ผ่านตัวชี้วัดสำคัญ ประกอบด้วย
- รายได้จากการท่องเที่ยวเติบโต ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากปี 2569
- กระจายการเดินทางระหว่างเมืองหลักและเมืองรอง ในสัดส่วน 60 : 40 เพื่อกระจายรายได้ กระจายโอกาส และกระจายความเจริญ ให้การท่องเที่ยวสร้างคุณค่าแก่ผู้คน และพื้นที่อย่างทั่วถึง
- ดัชนีชี้วัดความภักดีของนักท่องเที่ยว ติดอยู่ใน TOP 3 ของเอเชีย
แต่การจะกลับไปทวงคืนตำแหน่งในสังเวียน To Win the Ultimate Fight ต่อสู้กับทุกข้อจำกัด และทุกความท้าทาย เราจะเดิมพันเกม ในรูปแบบเดิมไม่ได้ ดังนั้น ในปี 2570 ททท. เรามี 4 แม่ไม้ หรือกลยุทธ์บทสำคัญ ในการพลิกเกมส์การท่องเที่ยวไทย ดังนี้
- การสร้างสมดุลของตลาด (Rebalance Market Portfolio)
- การยกระดับประสบการณ์ (Shape Experience Platform)
- การสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ (Build New Growth Engine)
- การเปลี่ยนแปลงพร้อม (Transform ไปด้วยกัน Transform Together)

แม่ไม้ที่หนึ่ง: การสร้างสมดุลโครงสร้างตลาด (Rebalance Market Portfolio)
คือ การสร้างการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรง ไม่หวั่นไหวต่อความผันผวน ด้วย Portfolio ที่แข็งแรง หลากหลาย และสมดุล ทั้งในมิติของ Market, Segment และ Destination โดยให้ตลาดในประเทศเป็นรากฐานที่สำคัญ ใช้ตลาดระยะใกล้ รักษาแรงส่ง และตลาดระยะไกลขยายโอกาส พร้อมกระจายการเดินทางไปสู่พื้นที่ใหม่ เพื่อไม่ให้การเติบโตของการท่องเที่ยวไทย พึ่งพาตลาดหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
มิติ Market Portfolio: ตลาดระยะไกล
- กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่ต้อง Retain หรือรักษาการเติบโตของตลาดที่มีการเติบโตอย่างมั่นคง โดยเจาะกลุ่มคุณภาพใหม่ ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่ High Value Destination เร่งขยายที่นั่งโดยสาร Seat Capacity และเส้นทางเชื่อมโยงทั้งเที่ยวบินประจำ และเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ได้แก่ สหราชอาณาจักร จากเมืองแมนเชสเตอร์ เบอร์มิงแฮม
- ตลาดเช็ก โปแลนด์ จะใช้ประโยชน์เครือข่ายเชื่อมโยงทางอากาศ เปิดเที่ยวบินตรงขยายกลุ่ม FIT/ กลุ่มครอบครัว และเสนอขายจุดหมายใหม่ คือ พังงา ซึ่งมีความ Exclusive และความยั่งยืน
- ตลาดสแกนดิเนเวีย และอิตาลี ขยายตลาดคุณภาพใหม่ ๆ เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัว กระจาย นักท่องเที่ยวสู่เมืองท่องเที่ยวใหม่ เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงราย กระบี่ นครศรีธรรมราช หรือ เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ อาทิ การเชื่อมโยงกับ Football Fanclub ในแคว้นเวเนโต ของอิตาลี
- กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่ต้อง Reshape เพิ่มส่วนแบ่งกลุ่มตลาด High Value หรือกลุ่มลูกค้าใหม่ ได้แก่
- รัสเซีย จะเจาะกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ Restorative Travelers ควบคู่กับ Medical & Wellness เพิ่มมูลค่าสินค้า Leisure ขยายการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่(New Gen) รุกตลาดไปยังเมือง Second Tier ได้แก่ เยคะติรินบูร์ก ฮาบารอฟสค์ วลาดิวอสต็อก เมือง Third Tier ได้แก่คาซาน เปิร์ม อูฟา โซชี รวมทั้ง การจัด Product Briefing ให้กับ Travel Agent ในเมืองใหม่ที่ททท. ไม่เคยทำตลาดมาก่อน เช่น ซามาร่า
- สหรัฐอเมริกาและแคนาดาจะวางตำแหน่งประเทศไทยเป็น Luxury Destination เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง ผ่านเครือข่าย B2B Luxury Partners เชื่อม Art กับ Lifestyle และใช้เที่ยวบินตรง เป็นจุดขาย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ เช่น ชิคาโก แวนคูเวอร์ และโตรอนโต
- กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู หรือ Recover ได้แก่
- ตลาดตะวันออกกลาง (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย) เราจะเร่งสร้างความเชื่อมั่น เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง และตอกย้ำจุดแข็งของประเทศไทยด้าน Medical Health & Wellness ททท. เรามีแผนจัด Roadshow และ Famtrip จากตะวันออกกลางในไตรมาสสุดท้ายหลายเมือง
- การรุกพื้นที่ตลาดใหม่: อาทิ นีซ ลียง และมาร์แซย์ ในฝรั่งเศส ฮัมบูร์ก ดึสเซิลดอร์ฟ โคโลญ และชตุทการ์ท ในเยอรมนี ซาลซ์บูร์ก และกราซ ในออสเตรีย รวมถึง บาเซิล เบิร์น และโลซานน์ ในสวิตเซอร์แลนด์
- ปักธงในตลาดใหม่ ใน ยุโรปตะวันออก: ได้แก่ ตุรกี บอลข่าน และประเทศแถบลาตินอเมริกา (เช่น บราซิล เม็กซิโก) เพื่อขยายฐานตลาดระยะไกล โดยเจาะกลุ่ม ความสนใจเฉพาะ กลุ่ม New Gen ที่ติดตามกระแส T-POP ซีรีส์วายไทย ทั้งนี้ก็จะลดการพึ่งพาตลาดเดิม
มิติ Market Portfolio: ตลาดระยะใกล้
- กลุ่มตลาดที่จะ Retain ไว้ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เมียนมา และออสเตรเลีย โดยขยายกลุ่มคุณภาพ เพิ่มมูลค่าการใช้จ่าย และกระตุ้นการเดินทางซ้ำ ผ่านกลุ่ม ครอบครัว FIT กลุ่มสูงวัย และ กลุ่ม Lifestyle อิสระ
- กลุ่มตลาดที่จะ Reshape หรือปรับตลาดจาก Mass สู่ Quality ได้แก่ ตลาดจีน (ปักกิ่ง เหลียวหนิง ฉงชิ่ง เฉิงตู กว่างโจว ซีอาน ฉางซา) ตลาดญี่ปุ่น (โตเกียว โอซากา ฟูกูโอกะ ฮาซาฮิการะ นิงาตะ ยามากะตะ) ไต้หวัน (เกาสง เถาหยวน) ฮ่องกง และอินเดีย (นิวเดลี มุมไบ เจนไน ไฮเดอราบาด) โดยวาง Position ใหม่ให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น มุ่งสื่อสารกับกลุ่มนักเดินทางที่ต้องการ หลีกหนีความวุ่นวาย มา Heal ใจ ฟื้นฟูความรู้สึก และค้นพบความหมายใหม่ผ่านประสบการณ์ City Break ในประเทศไทย พร้อมเปิดประสบการณ์ Unseen และ Hidden Gems ยกระดับทริปครอบครัวให้เป็นเรื่องง่าย เต็มไปด้วยความสุข One Trip, Happy Family พัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการ ตั้งแต่ Wellness, Family, Luxury, Couple, Celebration ไปจนถึง Premium Lifestyle
- ส่วนตลาดที่จะ Recover หรือเร่งฟื้นตลาด ได้แก่ เกาหลีใต้, มาเลเซีย (กัวลาลัมเปอร์ ซาลังงอ ปีนัง อีโป้ โกตาบารู โจโฮร์บารู), สิงคโปร์, เวียดนาม (โฮจิมินห์ ญาจาง เว้ กวางนิง นิงบึง อันซาง บั๊กนิน) และอินโดนีเซีย (สุราบายา เมดาน บาหลี)
- เกาหลีใต้: การ Heal ใจด้วยอารมณ์และความรู้สึก Healing with Emotion ใช้จุดแข็งด้าน Wellness ที่หลากหลาย
- มาเลเซีย: มุ่งเจาะกลุ่มตลาดศักยภาพ Overland / Drive Club เพิ่มมากขึ้น
- สิงคโปร์: เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง และกลุ่ม ใส่ใจสุขภาพ Wellness
- อินโดนีเซีย: เจาะกลุ่มตลาด FIT / GEN Y / GenZ ที่ชอบเข้าร่วม Event & Concert กลุ่มความงามและสุขภาพ Beauty & Wellness และกลุ่ม Mainstream มุสลิม
- รุกพื้นที่ตลาดใหม่และเมืองต้นทางใหม่ ๆ อาทิ ไถจงในไต้หวัน / คานาซาว่า เซนได ฮิโรชิม่าในญี่ปุ่น / แทกู และ แดจอน ในเกาหลีใต้ รวมถึงพื้นที่ Tier 1-2 และ มองโกเลียของจีน และเพื่อรองรับโอกาสจากตลาดเหล่านี้ เราจะเร่ง Resume เที่ยวบินในตลาดสำคัญ ให้กลับคืนมา พร้อมขยาย Connectivity ทั้ง ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง โดยเฉพาะ การเดินทางด้วยรถไฟ ทางราง ที่สามารถเปลี่ยนการเดินทางธรรมดา ให้กลายเป็นเส้นทางแห่งประสบการณ์ เช่น Eastern & Oriental Express, Blue Jasmine Rail Journey และ SRT Royal Blossom
มิติ Segmentation Portfolio
ในวันนี้ การรู้เพียงว่านักท่องเที่ยวนั้นมาจากประเทศใดบ้างนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่เราต้องรู้และเข้าใจให้ลึกไปกว่านั้น คือ เขาเป็นใคร ต้องการอะไร และอะไรคือ เหตุผลที่ทำให้เลือกเดินทาง ททท. จึงให้ความสำคัญมากกับการใช้ข้อมูล Insight เพื่อทำ Target Marketing ควบคู่กับ Experiential Marketing
สำหรับ Segmentation Portfolio นี้ จะประกอบด้วย 4 กลุ่ม: โดยประมาณ 60% ของนักท่องเที่ยวของเรา ยังคงเป็นกลุ่มตลาดหลัก คือ Mainstream Traveler แต่ในปี 2570 เราจะขยายกลุ่มตลาดคุณภาพอีก 3 กลุ่ม ดังนี้:
- กลุ่มแรก Experience Traveler: นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปสัมผัสและมีส่วนร่วมกับประสบการณ์และมีส่วนร่วมกับประสบการณ์จริง เราจะตอบโจทย์กลุ่มนี้ผ่านเรื่องราวของ อาหาร วัฒนธรรม ธรรมชาติ การผจญภัย และวิถีชีวิตท้องถิ่น
- กลุ่มที่สอง High Value Traveler: คือ กลุ่มที่พร้อมจ่ายให้กับประสบการณ์ที่มีคุณค่า เราจะขยายตลาดนี้ ผ่านเรื่องของสุขภาพ ความงาม Beauty & Wellness, Longevity, Sport, Fan Club, Bleisure และความสนใจเฉพาะกลุ่มรวมถึง กลุ่ม Sub-Culture ต่าง ๆ
- กลุ่มที่สาม คือ Premium Traveler: ผู้ที่ให้ความสำคัญกับ ความพิเศษ ความเป็นส่วนตัว และบริการระดับสูง โดยจะต่อยอดไปสู่ตลาด Luxury และ Ultra Luxury ทั้ง 4 กลุ่มนี้ เราจะใช้ พฤติกรรม ความต้องการ และแรงจูงใจในการเดินทาง เป็นตัวจัดกลุ่มเพื่อ ให้เราหา “ลูกค้าที่ใช่” และเมื่อรู้แล้วว่า ลูกค้าที่ใช่ คือ ใคร ต่อไป คือ เราจะพาเขาไป “ที่ใช่”
มิติ Destination Portfolio
สร้างสมดุล และกระจายการเดินทางไปสู่พื้นที่ใหม่ ๆ ปัจจุบัน รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนใหญ่ ยังคงกระจุกตัวใน 8 เมืองท่องเที่ยวหลัก ททท. จึงกำหนด 19 พื้นที่เป้าหมายพิเศษ เพื่อส่งเสริมตลาดในรูปแบบ Hub and Hook เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว จากเมืองหลักไปสู่จุดหมายใหม่ ๆ โดยใน ปี 2570 นี้ The Link Plus จะทำหน้าที่เชื่อมตลาด เชื่อมพื้นที่และกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่ใช้เข้าด้วยกัน เราต้องการให้นักท่องเที่ยว เดินทาง “กว้างขึ้น” รู้จักประเทศไทย “ลึกขึ้น” และสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทย “มากขึ้น” นี่จึงเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่ภาครัฐและเอกชน สามารถเข้ามาร่วมพัฒนาสินค้าเชื่อมตลาด และเติบโตไปด้วยกัน โดย ททท. ตั้งเป้าการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปยัง 19 พื้นที่ใหม่ เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

แม่ไม้ที่สอง: Shape Experience Platform
ปี 2570 เราจะยกระดับแบรนด์ Amazing Thailand เพื่อสร้างภาพจำประเทศไทยจาก Value for Money Destination สู่ Meaningful Destination จุดหมายที่สามารถเยียวยาทุกความรู้สึกในทุกช่วงชีวิต และค้นพบคุณค่าและความหมายในแบบของตัวเอง และในปี 2570 ทุกท่านจะได้พบกับน้องสุขใจ และน้องรักยิ้มบ่อยขึ้น ทั้งการร่วมกิจกรรมการถ่ายทอดเรื่องราว และพาพวกเราไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ทั่วไทยตลอด 365 วัน ดังนั้น ปี 2570 ททท. จึงอยากชวนคนไทย ออกเดินทาง เพื่อเติมใจให้ตัวเองผ่านกิจกรรมโครงการ “365 ไทยเที่ยวไทย เที่ยวได้ทั้งปี” ภายใต้แคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย – เติมเมืองไทย…ให้ใจได้ฮีล” เพราะความสุขจากการเดินทาง ไม่จำเป็นต้องรอวันหยุดยาว และไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล เมืองไทยมีประสบการณ์ที่พร้อมเติมสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตได้ในทุกช่วงเวลา
- เติมเหนือ…ให้ใจได้ฮีล: กับ เหนือที่ใช่…ในทุกช่วงเวลา เติมความสงบ พักกาย พักใจ
- เติมกลาง…ให้ใจได้ฮีล: กับ เที่ยวง่าย เที่ยวครบ จบทุกสไตล์ เติมความหลากหลายที่เลือกได้ตามไลฟ์สไตล์
- เติมตะวันออก…ให้ใจได้ฮีล: กับ สีสันตะวันออกพลัส เติมสีสันกับ ทะเล ธรรมชาติ อาหาร และกิจกรรมกลางแจ้ง
- เติมอีสาน…ให้ใจได้ฮีล: กับ อีสานม่วน HUB ประสบการณ์สุขสนุกแนวอีสาน เติมความสนุก ความศรัทธา และพลังของวัฒนธรรม
- เติมใต้…ให้ใจได้ฮีล: กับ Feel the South…จุดหมายที่คุณต้องหลงรัก เติมความหรูหรากับทะเลระดับโลก Wellness ระดับ Premium อาหารเลิศรส และเสน่ห์พหุวัฒนธรรม
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีประสบการณ์ ให้ได้เติมความรู้ ผ่านมรดกวัฒนธรรม และภูมิปัญญา ผ่าน:
- เครือข่าย UNESCO Thailand Network 29 พื้นที่
- ประสบการณ์ท่องเที่ยวชุมชน 55 แห่ง ร่วมกับท้องถิ่น
ยิ่งไปกว่านั้น ททท. จะทำ Signature Destination Branding เริ่มจาก 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี สงขลา ตราด และสมุทรสงคราม เพื่อชวนคนไทยออกไปค้นพบ ผ่านแคมเปญ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย เติมเมืองไทย…ให้ใจได้ฮีล”

แม่ไม้ที่สาม: Build New Growth Engine
เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ High-Value and Meaningful Destination เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับ Life Economy ผ่าน 4 เครื่องยนต์สำคัญ:
1.ประสบการณ์ที่มีความหมาย (Theme Product Experience)
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ สุขภาพและองค์รวม (Well-being Tourism)
3.ศูนย์กลางการจัดงานเทศกาลระดับโลก (Festival Economy)
4.การสร้างความยั่งยืน (Future Sustainability)
- Theme Product Experience: สำหรับกลุ่ม Experience Travelers และ High Value Travelers เราจัดเตรียมเส้นทางที่หลากหลาย เช่น เส้นทางข้าว เส้นทางผ้า เส้นทางอัญมณี เส้นทางสายกรีน
- Unseen Luxperience 2027: เพราะประเทศไทย ไม่ได้มีเพียงสถานที่ที่สวยงาม แต่ยังมี “ประสบการณ์” ที่มีคุณค่าเกินกว่าจะตีเป็นราคา ททท. จะให้ความสำคัญกับ Hidden Gems และประสบการณ์ที่มีความ Private และ Exclusive
- Unseen Luxperience – บางประสบการณ์…เงินซื้อไม่ได้ แต่ประเทศไทยมอบให้คุณได้ นำเสน่ห์ไทย มา สร้างเป็นประสบการณ์ที่ แตกต่าง มีคุณค่า และหาได้เฉพาะในประเทศไทย
- Well-being Tourism: ยกระดับประเทศไทยสู่ Global Health & Healing Destination ผ่านจุดแข็ง 3 ด้าน: Medical Excellence, Science-Based Wellness และ Science-Based Local Wisdom เพื่อสร้าง 3 คุณค่าใหม่ ได้แก่
- Heal Better: รักษาและฟื้นฟูให้ดีขึ้นด้วยมาตรฐานการแพทย์ระดับโลก
- Live Longer: อายุยืนและแข็งแรงอย่างมีคุณภาพผ่านการดูแลเชิงป้องกัน
- Feel Better: ฮีลใจ และรู้สึกดีขึ้น ผ่าน Nature Healing, Sport Wellness และภูมิปัญญาไทย
- Festival Economy: เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการจัดงานเทศกาลระดับโลก ผ่าน World & International Events และ Passion-based Events เช่น Pride Month, Tomorrowland, EDC, S2O, Wonderfruit, งานศิลปวัฒนธรรม และ Amazing Thailand Marathon ในปี 2027 ททท.จะต่อยอด 3 Signature Event ของไทยสู่สากล: งานประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี งานประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม และงานเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส จังหวัดสกลนคร และกิจกรรมใหม่ “เนรมิต by Amazing Thailand” นำเสน่ห์ของย่านที่เคยรุ่งเรืองมาเนรมิตให้มีชีวิตชีวา เริ่มต้นที่ “เนรมิตอัมพวา” ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
- Future Sustainability: การเติบโตครั้งใหม่ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อไม่ลดทอนโอกาสของประเทศไทยในวันข้างหน้า ททท. มุ่งขยายเครือข่ายพื้นที่ต้นแบบ (Prototype) ในปีนี้จะขยายไปยัง จังหวัดน่าน และกลุ่มจังหวัด Wellness Valley ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้ขยายสู่ระบบเศรษฐกิจนักเดินทาง หรือ Visitor Economy ครอบคลุมการเดินทางเพื่อธุรกิจ การลงทุน การศึกษา และการท่องเที่ยวตามความสนใจพิเศษ ททท. จึงเตรียมยกระดับบทบาทจาก Tourism Promoter สู่ Tourism Orchestrator นำความต้องการของนักเดินทาง มาเชื่อมโยงกับพันธมิตร เพื่อร่วมกันพัฒนาและส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะของนักเดินทาง การร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปด้วยกัน ในโลกการท่องเที่ยววันนี้ คนที่ “เข้าใจ” ข้อมูลได้เร็วกว่า และเปลี่ยนความเข้าใจให้เป็นการลงมือทำได้ดีกว่าจะเป็นผู้ชนะ

แม่ไม้ที่สี่: การเปลี่ยนแปลงพร้อม (Transform ไปด้วยกัน Transform Together)
- Connect the Data. Create the Value: ยกระดับจาก Data Management สู่ Tourism Value Intelligence เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นมูลค่า เชื่อมโยงกับข้อมูลจากเครือข่าย ททท. ทั้ง 47 สาขาในประเทศ และ 29 สาขาในต่างประเทศ
- สถาบันผู้นำด้านการท่องเที่ยว: เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงเพื่อขับเคลื่อน Tourism Ecosystem ไปด้วยกัน
- สร้างนวัตกรรมยกระดับการท่องเที่ยว: นำนวัตกรรมทางความคิดด้านการตลาดมาใช้ โดยยกระดับจาก Technology-Centric สู่ Mind-Centric Marketing หรือ Marketing 7.0 ที่นำความต้องการเชิงลึกและความรู้สึกของนักท่องเที่ยวมาเป็นโจทย์ตั้งต้น ททท. พร้อมเปิดพื้นที่ให้ Start-up เข้ามาพัฒนาเครื่องมือเพื่อ Ease of Travelling

วันนี้ เป้าหมายของเรา คือการก้าวไปสู่การเป็น High Value & Meaningful Destination อันดับ 1 ของเอเชีย แต่ก่อนที่เราจะก้าวไปสู่ชัยชนะ โดยมีคาถามัดใจ 4 ข้อ ที่อยากให้พวกเราชาวท่องเที่ยวยึดถือ:
ซื่อสัตย์ – ให้นักท่องเที่ยวเชื่อใจ
ปลอดภัย – ให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่น
ได้คุณภาพ – ให้นักท่องเที่ยวเชื่อถือ
ได้ประสบการณ์ – ให้นักท่องเที่ยวชื่นใจอยากกลับมาในทุกช่วงเวลาของชีวิต
บทความฉบับนี้ รวมถึงแผนภูมิ รูปภาพ และงานออกแบบอื่นใดในบทความ เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์และ กฎหมายอื่นที่ใช้บังคับ ห้ามนำงานนี้ไปใช้อย่างอื่น นอกจากการใช้ที่ได้รับอนุญาตนี้ หรือตามกฎหมายลิขสิทธิ์ /กองกลยุทธ์การตลาด ฝ่ายวางแผน ททท.