
โลกรวนไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อการท่องเที่ยวต้องเผชิญต้นทุนใหม่ของสภาพอากาศ
สงกรานต์ที่ร้อนขึ้นทุกปี
ฤดูฝนที่ยืดเยื้อจนล้ำเข้าต้นฤดูหนาว
น้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภาพเหล่านี้มิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นสัญญาณของความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่กำลังค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามา เปลี่ยนทั้งวิถีการดำเนินชีวิตและโครงสร้างทางเศรษฐกิจของผู้คนในวงกว้าง
ในระดับนานาชาติ ภาพที่ปรากฏก็ไม่แตกต่างกันนัก ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนบ่อยครั้งและฤดูหนาวมีความแปรปรวนมากขึ้น ในช่วงปีที่ผ่านมาปริมาณหิมะที่หลายประเทศในยุโรปบางเบาจนสกีรีสอร์ตต้องผลิตหิมะเทียมเพื่อประคองรายได้จากนักสกีที่มาท่องเที่ยว แต่ทว่าในปี ค.ศ. 2026 หลายประเทศกลับประสบภาวะหิมะตกเกินความพอดีจนเกิดเหตุการณ์หิมะถล่ม ดังที่เกิดในประเทศออสเตรีย
ประเทศหมู่เกาะที่มีระดับความสูงต่ำ เช่น มัลดีฟส์ ตูวาลู และหมู่เกาะมาร์แชล ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมและอาจจมหายไปจากแผนที่โลก
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์ของวิกฤตโลกร้อน หรือที่ในปัจจุบันหลายฝ่ายเรียกว่า ภาวะโลกรวน (Climate Change) ซึ่งไม่ใช่ปัญหาในอนาคตอีกต่อไป หากแต่เป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันและกำลังทำให้มนุษย์ต้อง “จ่ายราคา” ความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของมนุษยชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความสูญเสียที่ไม่อาจมองข้าม: Loss and Damage (L&D)
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างจริงจังบนเวทีโลกคือประเด็นความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage: L&D) ซึ่งได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งชี้ชัดว่าเรากำลังเผชิญผลกระทบที่เกินกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเกินกว่าศักยภาพของการปรับตัว
ความสูญเสียและความเสียหายนี้ครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ (economics) เช่น การสูญเสียบ้านเรือน ทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่เกษตรกรรม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และมิติที่ไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (non-economic) เช่น วิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชน มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาดั้งเดิม รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ ซึ่งมิติหลังนี้ถือเป็นทรัพยากรสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในทุกประเทศ
การยอมรับการมีอยู่ของ L&D จึงเท่ากับการยอมรับว่า ภาวะโลกรวนได้เกิดขึ้นแล้ว และบางประเทศหรือบางพื้นที่กำลังแบกรับผลกระทบที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นผลพวงจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบเศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
คำมั่นสัญญาระดับโลก กับแรงกดดันที่ส่งถึงอุตสาหกรรม “การท่องเที่ยว”
นับตั้งแต่ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ 194 ประเทศ รวมถึงกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ต่างเห็นพ้องร่วมกันในการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องมาเริ่มมีการกำหนดกรอบจริงจังที่ 1.5 องศาในปี 2018 ก่อนจะถึงการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งหลายประเทศประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)
ล่าสุด การประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิลในปี พ.ศ. 2568 ได้เน้นย้ำความสำคัญของการแปลงคำมั่นสัญญาเหล่านี้ให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการวัดผลที่ตรวจสอบได้จริง ภายใต้กรอบวาระปฏิบัติการภูมิอากาศโลก (Global Climate Action Agenda: GCAA)
ในบริบทของประเทศไทย ความพยายามดังกล่าวสะท้อนผ่านการยกระดับเป้าหมาย NDC 1 3.0 ซึ่งตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e) หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 47 ภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) จากระดับปีฐาน พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019)
แม้ภาคการท่องเที่ยวจะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในอุตสาหกรรมหลักของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ด้วยสถานะของการท่องเที่ยวในฐานะเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ และแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภาคส่วนนี้จึงไม่อาจอยู่นอกสมการการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงเริ่มเห็นความพยายามของแวดวงการท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมา

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว: ผู้ได้รับผลกระทบและผู้ก่อก๊าซเรือนกระจกในเวลาเดียวกัน
การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่การเดินทาง การพำนัก ไปจนถึงกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ ข้อมูลจาก UN Tourism ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นประมาณร้อยละ 8 ของการปล่อยทั่วโลก โดยแหล่งกำเนิดหลักมาจากสามภาคธุรกิจสำคัญ ได้แก่ สายการบิน เรือสำราญ และที่พักโรงแรม
งานวิจัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างสอดคล้องกันว่า การท่องเที่ยวยังคงเป็นกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนนักท่องเที่ยว ค่าโดยสารเครื่องบินที่ลดลง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทาง โดยนักท่องเที่ยวมีความถี่ในการเดินทางเพิ่มขึ้น แต่มีระยะเวลาพำนักสั้นลง รวมถึงการขยายตัวของกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก เช่น อุตสาหกรรมเรือสำราญ และแม้ว่าจะมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่านักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยมีความตั้งใจที่จะบริโภคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แต่ในทางปฏิบัติ ข้อจำกัดในมิติต่าง ๆ กลับก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างความตั้งใจและพฤติกรรม (intention–behaviour gap) ส่งผลให้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำยังไม่ปรากฏผลลัพธ์อย่างชัดเจนในเชิงปฏิบัติในหลายพื้นที่
แม้หลายประเทศจะนำมาตรการต่าง ๆ มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO₂e) จากภาคการท่องเที่ยว ทั้งมาตรการด้านการตลาด มาตรการด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการทางภาษี เช่น ภาษีคาร์บอน หรือการเก็บค่าธรรมเนียมผู้โดยสารทางอากาศ (Air Passenger Duty) แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญในระดับของระบบ
“ถ้าไม่วัด ก็ไม่รู้”
การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยวเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความหลากหลายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม การประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปของ คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) มักดำเนินการได้ง่ายกว่าในกรณีของธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านเงินทุน เทคโนโลยี และระบบข้อมูล อีกทั้งยังอยู่ภายใต้กฎระเบียบและแรงกดดันด้านการกำกับดูแลที่ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น ในกรณีขององค์กรมหาชน บริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องดำเนินงานด้านความยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG ผ่านกลไกสำคัญอย่าง SET ESG Ratings ซึ่งในด้านที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (E) จะมีเรื่องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Disclosure) ทั้งการปล่อยโดยตรง (Scope 1) การปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่องค์กรซื้อ (Scope 2) และการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคธุรกิจท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจชุมชน การเข้าถึงข้อมูลและการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
ในช่วงที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็น green destinations หรือ low-carbon destinations โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวมถึงการนำมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เช่น Global Sustainable Tourism Council (GSTC) มาใช้เป็นกรอบในการประเมินกิจกรรมท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียวได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นที่น่ายินดีที่ในปีพ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) เรามีแหล่งท่องเที่ยวไทย 10 แห่งที่ได้รางวัล Green Destinations Top 100 จากงาน Green Destinations Global Conference ณ ประเทศฝรั่งเศส 2
อย่างไรก็ดี ยังมีจุดหมายปลายทางและแหล่งท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้วางแผนดำเนินการหรือมีมาตรการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเชิงรูปธรรม ทั้งในระดับแหล่งท่องเที่ยว หรือในระดับนักท่องเที่ยว (เช่น การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการเดินทางหนึ่งครั้งของนักท่องเที่ยว) จึงย่อมเป็นเรื่องยากที่จะประเมินได้ว่า ประเทศหรือแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวมีความคืบหน้าในการดำเนินไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

เราจะวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO₂e) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างไร
การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในระดับแหล่งท่องเที่ยวเดี่ยว เมือง หรือพื้นที่ที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก สามารถใช้ แนวทางเชิงกิจกรรม (Activity-based approach) ในการคำนวณ ซึ่งมีรากฐานมาจากศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Environmental Science) วิธีการนี้คำนวณจาก “กิจกรรมจริง” ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเป็นการรวบรวมกิจกรรมการท่องเที่ยวทั้งหมดที่นักท่องเที่ยวเข้าร่วม แล้วคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละกิจกรรมด้วยค่า ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อย (Emission Factor) ที่เหมาะสม ภายใต้หลักการว่าการบริโภคพลังงานหรือทรัพยากรในแต่ละกิจกรรมสามารถแปลงเป็นการปล่อย CO₂e ได้ หากทราบตัวคูณการปล่อยต่อหน่วยกิจกรรมนั้น
แนวทางนี้สะท้อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO₂e) ที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการดำเนินงานของกิจกรรมและธุรกิจท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ระบบขนส่งนักท่องเที่ยว หรือกิจกรรมท่องเที่ยวเฉพาะพื้นที่ และเป็นพื้นฐานของการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ผ่านเครื่องมืออย่าง Carbon Footprint Calculator
การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมหลักของการท่องเที่ยวมาจาก…
- การเดินทาง (Transportation) คำนวณจากระยะทางที่เดินทาง หรือปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ คูณด้วยค่า Emission Factor ของพาหนะนั้น ๆ (เช่น KgCo2e /กิโลเมตร/ผู้โดยสาร สำหรับรถยนต์ เครื่องบิน หรือรถบัส หรือ KgCo2e/ลิตร) โดยพาหนะและชนิดเชื้อเพลิงที่แตกต่างกันจะมีค่า emission factor แตกต่างกัน
- ที่พัก (Hotel & Accommodation) ประเมินจากปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อคืนหรือ ต่อผู้เข้าพัก แล้วคูณด้วยค่า Emission Factor ของไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนที่ใช้
- อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) คำนวณจากชนิดและปริมาณอาหารที่บริโภค คูณด้วยค่า Emission Factor ต่อหน่วยอาหารหรือมื้อ ซึ่งสะท้อนวัตถุดิบและกระบวนการผลิต โดยทั่วไป อาหารที่มีเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์นมมักมีคาร์บอนฟุตพรินต์สูงกว่าอาหารมังสวิรัติ
- กิจกรรมสันทนาการ (Leisure Activity) เนื่องจากกิจกรรมท่องเที่ยวมีหลากหลาย และแต่ละกิจกรรมมีรูปแบบการใช้พลังงานและอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน ค่า Emission Factor จึงสะท้อนเชื้อเพลิง พลังงาน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้น ๆ
สำหรับประเทศไทย ค่า Emission Factor สามารถอ้างอิงได้จากฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) – ดูอ้างอิง
จุดแข็งของแนวทางเชิงกิจกรรมคือความเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับพื้นที่และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระบุ “จุดสำคัญ” ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้สามารถออกแบบมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของแนวทางนี้คือขอบเขตการคำนวณที่อาจไม่ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และอาจมีความคลาดเคลื่อนสูงหากไม่นำการเดินทางทางอากาศมารวมในการคำนวณ ซึ่งตัวเลขที่ได้อาจต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกเหนือจากแนวทางเชิงกิจกรรมแล้ว อีกแนวทางหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการประเมินเชิงนโยบายในหลายประเทศคือ แนวทางเชิงการบริโภค (consumption-based approach) ซึ่งเหมาะสำหรับการประเมินในระดับพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ระดับจังหวัด ประเทศ หรือจุดหมายปลายทางเชิงนโยบาย แนวทางนี้มองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการท่องเที่ยวในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ โดยเชื่อมโยงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเข้ากับโครงสร้างการผลิตของประเทศ ผ่านกรอบบัญชีดาวเทียมการท่องเที่ยว (Tourism Satellite Accounts หรือ TSA) ร่วมกับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ตารางปัจจัยการผลิต–ผลผลิต หรือ Social Accounting Matrix (SAM) เพื่อคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO₂e) ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ
จุดแข็งของแนวทางนี้คือสามารถสะท้อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการท่องเที่ยวได้อย่างครอบคลุม ทั้งการปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมภายในพื้นที่ การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงาน และการปล่อยที่เกิดจากสินค้าหรือบริการที่นำเข้าตลอดห่วงโซ่การผลิต ทำให้ข้อมูลที่ได้เหมาะสำหรับการกำหนดนโยบายสาธารณะ และการเปรียบเทียบข้ามพื้นที่หรือข้ามช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวต้องอาศัยข้อมูลเชิงสถิติที่ละเอียดและมีความซับซ้อนสูง และอาจสื่อสารให้ผู้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเข้าใจได้ยาก

กรณีศึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์การท่องเที่ยวด้วยแนวทางแบบผสม รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
โครงการนี้พัฒนาขึ้นภายใต้แผนปรับตัวภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาลรัฐควีนส์แลนด์ โดยความร่วมมือระหว่าง Queensland Government, Queensland Tourism Industry Council และ Griffith University เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการท่องเที่ยวในรัฐควีนส์แลนด์และ 13 เขตท่องเที่ยว การประเมินครอบคลุมทั้งการปล่อยโดยตรงและทางอ้อม โดยจำแนกแหล่งการปล่อยออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) สินค้าและบริการที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมภายในประเทศ (รวมการบินภายในประเทศ) (2) สินค้าและบริการที่นำเข้าจากต่างประเทศ (3) การใช้เชื้อเพลิงของนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว (4) สิ่งที่ใช้ในการผลิตระหว่างทาง เช่นผลผลิตทางการเกษตรและไฟฟ้า และ (5) การบินระหว่างประเทศ
การคำนวณสำหรับกลุ่มที่ 1, 2 และ 4 อาศัยแนวทางเชิงการบริโภค (consumption-based approach) โดยผสานบัญชีดาวเทียมการท่องเที่ยว (Tourism Satellite Account: TSA) เข้ากับกรอบการบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ และใช้ตารางปัจจัยการผลิต–ผลผลิตระดับภูมิภาคเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม ข้อมูลที่ใช้ประกอบการคำนวณมาจากบัญชีก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติของออสเตรเลีย และการสำรวจการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวระดับชาติของ Tourism Research Australia (TRA)
สำหรับการปล่อยจากการขนส่งการคำนวณใช้แนวทางเชิงกิจกรรม (activity-based approach) การเดินทางบนถนนอาศัยข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของนักท่องเที่ยว ขณะที่การปล่อยจากการบินระหว่างประเทศคำนวณกิจกรรมแยกต่างหาก โดยใช้ข้อมูลการปล่อยรายเดือนของเที่ยวบินขาเข้ารัฐควีนส์แลนด์จากฐานข้อมูล Amadeus ร่วมกับข้อมูลการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากสำนักงานสถิติออสเตรเลีย และใช้ค่าปัจจัยการปล่อยเฉลี่ยรวมสำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดและชั้นพรีเมียม ทั้งนี้ การจัดสรรการปล่อยไปยังแต่ละแหล่งท่องเที่ยวดำเนินการตามจำนวนคืนพักของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่
การเดินทางสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างยิ่ง จนนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายในระดับนานาชาติเสนอให้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปสู่เศรษฐกิจท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ ในขณะเดียวกัน งานวิจัยจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่มีธรรมาภิบาลเข้มแข็ง นโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน และมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ สามารถลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการท่องเที่ยวได้ และสามารถเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงมิได้เป็นความรับผิดชอบของธุรกิจในพื้นที่เพียงฝ่ายเดียว หากต้องอาศัยความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยว ไปจนถึงการดำเนินงานภายในธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน กิจกรรม และการจัดการของเสีย กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาวของแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง และการจัดการความเสี่ยงจากภาวะโลกรวน ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน
1 National Determined Contribution (NDC) คือการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด เริ่มขึ้นภายหลังปีค.ศ. 2020 จากข้อเสนอเดอร์บัน (Durban Platform 2011) ซึ่งเป็นมติจากการประชุม Conference of Parties 17 (COP17) ที่ประเทศแอฟริกาใต้
2 แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ได้รับรางวัล Green Destinations Top 100 ประกอบด้วย 1. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 2. อุทยานหลวงราชพฤกษ์ (เชียงใหม่), 3. อุทยานแห่งชาติกุยบุรี (ประจวบคีรีขันธ์), 4. เมืองเก่าอุทัยธานี, 5. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง (ตราด), 6. ชุมชนท่าชัย (สุโขทัย), 7. ตลาดโบราณชากแง้ว (ชลบุรี), 8. เชียงคาน (เลย), 9. เมืองเก่าน่าน และ 10.เมืองเก่าเนินคลี (ชลบุรี)
อ้างอิง
กรมประชาสัมพันธ์ กองการต่างประเทศ (2568, 1 ตุลาคม). 10 แหล่งท่องเที่ยวไทย คว้า Green Destinations Top 100 ปี 2025. ค้นเมื่อ 15 มกราคม 2569, จาก https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3199/iid/428153
ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ และ ชยภัทร ภัทรพันธุ์ชัย. (2568, 26 ธันวาคม). เตรียมพร้อมรับมือ “ความสูญเสียและความเสียหาย” ในยุคโลกรวน: จากเวที COP30 สู่โจทย์ใหม่ของประเทศไทยในประเด็น Loss and Damage. บทความ TDRI. ค้นเมื่อ 16 มกราคม 2569, จาก https://tdri.or.th/2025/12/loss-damage-thailand-article/
รัฐบาลไทย. (2568, 4 พฤศจิกายน). คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ NDC 3.0 ยกระดับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของไทย สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593. ค้นเมื่อ 16 มกราคม 2569, จาก https://www.thaigov.go.th/th/news/101868
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). (2022). คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์. ค้นเมื่อ 16 มกราคม 2569, จาก
https://thaicarbonlabel.tgo.or.th/index.php?lang=TH&mod=Y0hKdlpIVmpkSE5mWlcxcGMzTnBiMjQ9
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). (2023). เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC Nationally Determined Contribution). ค้นเมื่อ 16 มกราคม 2569, จาก
https://www.tgo.or.th/2023/index.php/th/page/ndc-nationally-determined-contribution-198
European Commission. (2025, December 2). Decarbonising tourism: Navigating climate goals and global competitiveness. EU Tourism. https://transition-pathways.europa.eu/tourism/articles/decarbonising-tourism-navigating-climate-goals-and-global-competitiveness
Fakfare, P., & Wattanacharoensil, W. (2023). Low-carbon tourism for island destinations: A crucial alternative for sustainable development. Sustainable Development, 31(1), 180–197.
Gössling, S., Scott, D., & Hall, C. M. (2013). Challenges of tourism in a low‐carbon economy. Wiley interdisciplinary reviews: Climate change, 4(6), 525-538.
OECD. (2025). Strengthening the evidence base for a sustainable tourism future in Slovenia: A tailored set of sustainability indicators. OECD Tourism Papers, 2025/02. Paris: OECD Publishing.
Sakcharoen, T., et al. (2024). Towards low-carbon travel trips through carbon footprint: A case study of marine tourism in Sichang Island, Thailand. Cleaner Engineering and Technology, 23, 100840.
Sun, Y. Y., Faturay, F., Lenzen, M., Gössling, S., & Higham, J. (2024). Drivers of global tourism carbon emissions. Nature Communications, 15(1), 10384.