Overtourism ในมุมที่มากกว่าแค่ “แขก” และ “เจ้าบ้าน”

 

 

 

รศ. ดร.วลัญชลี วัฒนาเจริญศิลป์

 

 

ในช่วงที่ผ่านมา เสียงตะโกนและสเปรย์เพนต์ข้อความ “Tourists Go Home” ในบาร์เซโลนาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความอึดอัดระหว่าง “ผู้อยู่อาศัย” กับ “ผู้มาเยือน” ปัญหาความรำคาญใจจากปัญหาค่าครองชีพและค่าเช่าที่พุ่งสูง การเบียดเสียดพื้นที่ชีวิตประจำวัน ตลอดจนการเปลี่ยนย่านที่อยู่อาศัยเป็นที่พักระยะสั้น ล้วนทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกถูกผลักไสออกจากเมืองของตนเอง ปรากฏการณ์กระแสต้านนักท่องเที่ยวนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะที่บาร์เซโลนา แต่สะท้อนอยู่ในเมืองท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยมอื่น ๆ ดังเช่น เวนิส อัมสเตอร์ดัม หรือลูเซิร์น เมืองเหล่านี้ต่างต้องชั่งน้ำหนักระหว่างรายได้จากการท่องเที่ยวกับคุณภาพชีวิตของชุมชน และสิ่งนี้เองที่พาเราไปสู่คำถามของ “การจัดการเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ว่าจะทำอย่างไรให้เมืองยัง “น่าอยู่” สำหรับคนอยู่เดิม โดยไม่ปิดประตูใส่ผู้มาเยือนเสียทั้งหมด

 

หากเราพูดถึงการจัดการเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หนึ่งในคำที่มักจะโผล่ขึ้นมาเสมอคือ “Overtourism” หรือจำนวนนักท่องเที่ยวสูงเกินกว่าที่สถานที่นั้นจะรับไหว ปัญหาความอึดอัด ถนนที่แน่นขนัด ผู้คนล้นทะลักในระบบขนส่งมวลชน การต่อแถวยาวเหยียดหน้าร้านอาหารหรือจุดถ่ายรูปยอดนิยม ทั้งหมดนี้มักถูกมองว่าเป็นความผิดของ “นักท่องเที่ยว” ที่แห่กันมาเกินควร

 

เมืองท่องเที่ยวระดับโลกหลายเมืองล้วนต่างเผชิญกับปัญหานี้ และโดยทั่วไปแล้วสำหรับเมืองใหญ่ มาตรการที่นิยมใช้คือการกำหนด “จำนวนที่เหมาะสม” ของนักท่องเที่ยวต่อพื้นที่ หรือการจำกัดการเข้าออกในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ชัดเจน ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ และง่ายต่อการบริหารจัดการ แต่เบื้องหลังมาตรการเหล่านี้แฝงไว้ด้วยกรอบคิดที่มองโลกในลักษณะสองด้าน (Binary Thinking หรือทวิลักษณ์) นั่นคือเมืองมี “เจ้าบ้าน” และมี “แขก” ซึ่งตัวแขกจะต้องถูกควบคุม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ปรับมุมมอง: จากการนับหัว…สู่การเข้าใจ “คน” ที่เคลื่อนไหวในเมือง

ไม่แน่ใจว่าเมื่อไร เมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ พัทยา หรือภูเก็ต จะเผชิญกับกระแสต่อต้านนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรงเช่นที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ของต่างประเทศ แม้ว่าหากพิจารณาจากมิติด้านวัฒนธรรมการต้อนรับของเจ้าบ้าน และบทบาทสำคัญของการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจ โอกาสเช่นนั้นอาจยังมีไม่มากนักในบริบทไทย

 

บทความชิ้นนี้ชวนให้เราทบทวนกรอบคิดกระแสหลักที่ใช้ในการจัดการการท่องเที่ยวและลองเปิดรับมุมมองใหม่ โดยเสนอให้ขยับจากการมองการท่องเที่ยวแบบ “เจ้าบ้าน-แขก” ไปสู่การเข้าใจเมืองผ่าน “ผู้เล่น” (Actors) ที่หลากหลายที่ร่วมกันใช้พื้นที่เมืองเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ กัน  ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นนักท่องเที่ยว นักศึกษาต่างชาติ นักลงทุนและแรงงานข้ามชาติ ผู้มาเยี่ยมเยือนเพื่อนฝูง (Visiting Friends and Relatives) หรือแม้แต่คนทำงานแบบดิจิทัลโนแมด (Digital Nomad) พวกเขาเหล่านี้ต่างลื่นไหลไปมาระหว่างบทบาทในชีวิตจริง และการใช้ทรัพยากรของเมืองร่วมกันอย่างซับซ้อน

 

ภายใต้เลนส์นี้ เมืองไม่ได้เป็นแค่ “ฉากหลัง” ให้ผู้มาเยือนได้เสพประสบการณ์ แต่เป็นพื้นที่ที่ถูก “ร่วมผลิต” (Co-Produced) หรือ “ร่วมสร้างสรรค์” (Co-Created) โดยผู้คนที่มีจังหวะชีวิตแตกต่างกัน กระบวนการเคลื่อนที่ (Mobility) ของคนไม่ใช่แค่การเดินทางจากจุด A ไป B แต่เป็นปฏิบัติการทางสังคมที่กำหนดความหมายของพื้นที่ และความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่ในพื้นที่เมืองอย่างแยกไม่ออก           

 

พลวัตของเมืองผ่านมุมมองสาม P. People–Practices–Place

เพื่อให้รายละเอียดลึกลงไปในมิติที่ว่าด้วย “เมือง” บทความเสนอการมองผ่านกรอบของ People–Practices–Place แบบง่าย ๆ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจว่า:

  • People หรือผู้เล่นในเมืองไม่ได้มีแค่เจ้าบ้านและนักท่องเที่ยว แต่รวมถึงผู้ที่สวมบทบาทหลากหลาย เคลื่อนที่เข้าและออกเมืองด้วยเหตุผลต่าง ๆ
  • Practices คือกิจกรรมย่อย ๆ ที่ผู้คนกระทำในพื้นที่ เช่น ใช้ขนส่งสาธารณะ หลบฝนใต้กันสาด การต้องแย่งหรือแบ่งปันสาธารณูปโภคพื้นฐาน การใช้พื้นที่สาธารณะ ซึ่งการปะทะกันของกิจกรรมธรรมดาสำหรับคนหลากหลายกลุ่ม อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่คาดไม่ถึง
  • Place ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทางกายภาพ แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องแบ่งปันกัน ที่ผู้คน “ช่วงชิงความหมาย” และต่อรองอำนาจในการใช้งานอยู่เสมอ

 

จาก Overtourism สู่ With-Tourism: อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ

จากการลงพื้นที่ สังเกต และพูดคุยกับผู้คนหลากหลายที่สัญจรเข้าออกเมืองท่องเที่ยวอย่างลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทีมวิจัยของเราได้เห็นภาพความซับซ้อนของผู้คนที่ใช้ชีวิตและเคลื่อนไหวอยู่ในเมือง แต่ต่างสร้างสรรค์ประสบการณ์กับเมืองผ่านวิถีและจุดประสงค์เฉพาะของตนเอง เราพบผู้คนที่มีความหลากหลายทั้งในแง่ของภูมิหลัง เชื้อชาติ และวัตถุประสงค์ในการเดินทาง อาทิ 

  • นักศึกษาต่างชาติจากเกาหลีและเวียดนามที่ศึกษาและอาศัยอยู่ในลูเซิร์นโดยใช้ชีวิตเยี่ยงคนท้องถิ่น 
  • ครอบครัววิศวกรชาวจีนที่ทำงานอยู่ในสกอตแลนด์ และแวะเยี่ยมเยียนลูเซิร์นแบบเงียบ ๆ ระหว่างการเดินทาง 
  • แรงงานทักษะจากประเทศในยุโรปที่เดินทางเข้าออกเมืองเป็นประจำ 
  • ชาวฟิลิปปินส์ที่มาเยี่ยมญาติและเพื่อนร่วมสัญชาติซึ่งอาศัยอยู่ในลูเซิร์นมากว่า 20 ปี และปัจจุบันกลายเป็น “เจ้าบ้าน” ไปโดยปริยาย
  • ครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวเบลเยียมที่ใช้เวลาพักผ่อนอย่างเรียบง่ายและกลมกลืนราวกับเจ้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ห้องสมุดประจำเมือง การปิกนิกในสวนสาธารณะ หรือการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 
  • รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวสวิสจากเมืองอื่น ที่เดินทางมาเยือนลูเซิร์นเพื่อพักผ่อน และร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างที่นักท่องเที่ยวทั่วไปนิยมทำ

 

ผู้คนเหล่านี้ต่างมีบทบาทและปฏิสัมพันธ์กับเมืองในลักษณะที่ “ซ้อนทับ” กัน ทั้งในฐานะผู้ใช้ชีวิตและผู้มาเยือน แม้บางคนจะอาศัยอยู่ในเมืองนั้นมานาน หรือมีวิถีชีวิตคล้ายคลึงกับ “เจ้าบ้าน” แต่หลายครั้ง พวกเขากลับถูกมองผ่านเลนส์ของการแบ่งแยก เช่น การเหมารวมคนเอเชียว่าเป็น “นักท่องเที่ยวจากจีน” ที่มักถูกมองว่ารบกวนผู้อื่นหรือเบียดเบียนทรัพยากรของเมือง ขณะเดียวกัน คนต่างถิ่นที่มีรูปลักษณ์หรือพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับคนเมือง อาจได้รับการยอมรับในฐานะ “เจ้าบ้าน” หรือ “ผู้ที่ไม่เป็นภาระ” ต่อเมือง ทั้งที่บทบาทและจุดประสงค์ของการใช้พื้นที่อาจไม่ได้แตกต่างกันเลย

 

ความคลุมเครือในอัตลักษณ์ และรูปแบบการมีปฎิสัมพันธ์กับเมืองที่ซับซ้อนเกินกว่าจะแบ่งแยกคนเพียง “เจ้าบ้าน” กับ “แขก” สะท้อนให้เห็นว่ากรอบแนวคิดแบบทวิลักษณ์อาจไม่เพียงพอ และอาจเป็นตัวสร้างเงื่อนไขของการตีตรา (Labeling) และการตัดสินกันอย่างผิวเผิน สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่าการจัดการเมืองควรตั้งอยู่บนความเข้าใจในการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลของผู้คน มากกว่าการจัดกลุ่มตามบทบาทตายตัว การมองเห็น “ผู้เล่น” (Actor – People) ที่มีปฏิสัมพันธ์อันหลากหลายกับเมือง (Practices in Place) จะช่วยเพิ่มการตระหนักรู้ในความแตกต่าง และเอื้อต่อการออกแบบนโยบายหรือพื้นที่ที่สนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพมากขึ้น

 

ดังนั้น แทนที่จะมองนักท่องเที่ยวเป็นปัญหาสำคัญของเมืองท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเกินขีดจำกัด และตอบโต้ด้วยมาตรการเชิงควบคุมแต่เพียงอย่างเดียว เราอยากชวนเมืองท่องเที่ยวเพิ่มกรอบความคิดไปสู่แนวคิด “With-Tourism” ซึ่งเป็นการยอมรับว่า เมืองท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่ร่วมกับการท่องเที่ยวอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นการจัดการเมืองจึงควรมุ่งเน้นที่การสร้าง “คุณภาพของการอยู่ร่วม” (Co-Existence) ระหว่างผู้เล่นหลากหลาย ที่ต่างใช้พื้นที่เมืองเพื่อจุดประสงค์ของตน ตัวอย่างในกรณีของบ้านเรา เช่น การแบ่งปันพื้นที่นั่งใต้ร่มไม้แถววัดพระแก้วระหว่างคนเดินเท้าและนักท่องเที่ยว หรือการใช้ร้านกาแฟร่วมกันระหว่างนักศึกษาที่เตรียมสอบ กับนักท่องเที่ยวที่แวะหลบร้อนพร้อมเสียงพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เป็นต้น

 

การพยายามเสาะหาคุณภาพของการอยู่ร่วม มากกว่าการพยายามควบคุมหรือจำกัด “จำนวนนักท่องเที่ยว” อาจทำให้เกิดการตั้งคำถามใหม่ว่าเราจะจัดการการท่องเที่ยวอย่างไรในโลกที่พลวัตมากขึ้น และหากเรานำแนวคิด “With-Tourism” มาใช้ในบริบทไทย เราอาจต้องนิยาม “ความสำเร็จ” ของเมืองท่องเที่ยวใหม่ ไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้ที่เข้ามาในพื้นที่เมืองหรือจำนวนคืนค้างแรม แต่รวมถึงคำถามว่า… 

  • เมืองของเรามีคุณภาพการอยู่ร่วมระหว่างผู้เล่นหลากหลายกลุ่มเพียงใด
  • เราเข้าใจจังหวะเวลาและพื้นที่ของความหนาแน่นในชีวิตประจำวันดีแค่ไหน
  • นโยบายคืนพื้นที่ให้คนท้องถิ่น เช่น กิจกรรม Tactical urbanism หรือถนนคนเดินนั้น ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างแขกและผู้อยู่อาศัยได้เพียงใด เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าเราเปิดมุมมองและทำความเข้าใจเมืองผ่าน “ผู้เล่น” หรือผู้ที่ร่วมสร้างพลวัตของเมือง แนวทางการจัดการเมืองท่องเที่ยวในโลกยุคใหม่จึงควรให้ความสำคัญกับมาตรการแบบ Soft Measures ควบคู่ไปกับการออกกฎแบบเคร่งครัด เพื่อให้เกิดการจัดการเมืองท่องเที่ยวอย่างมีสมดุลและลงตัวของ “ผู้ใช้เมือง” ในทุก ๆ บทบาท เช่น

 

  • ปรับตารางเวลา–พื้นที่ของกิจกรรมท่องเที่ยว (เช่น ปรับเวลาเข้าเยี่ยมชม หรือเส้นทางรถบัส) แทนการจำกัดโควตา
  • พัฒนาจุดปะทะเล็ก ๆ ในเมือง เช่น ป้ายพักรอ กันสาด ที่นั่งริมถนน ห้องน้ำสาธารณะ เพราะรายละเอียดเหล่านี้มีผลต่อคุณภาพประสบการณ์ของผู้ใช้เมืองอย่างมาก
  • นำเทคโนโลยีมาช่วยประเมินความ “จุ” ของเมืองในมิติทางสังคม–วัฒนธรรม ด้วยการผสมผสานข้อมูลเชิงคุณภาพกับข้อมูลเคลื่อนไหวจริง เช่น บัตรโดยสาร กล้องนับคน หรือ การวางแผนการเดินทางด้วยการขนส่งสาธารณะ (GTFS) เป็นต้น

 

บทส่งท้าย: เมืองคือชีวิต ไม่ใช่แค่ฉาก

ท้ายที่สุด เมืองจึงไม่ใช่เพียงฉากถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว และไม่ใช่พื้นที่ที่แบ่งขอบเขตได้ง่าย ๆ ว่าใครเป็น “เจ้าบ้าน” หรือ “แขก” แต่เมืองคือพื้นที่ที่ชีวิตหลากหลายเคลื่อนไหวซ้อนทับกันไปในจังหวะที่แตกต่าง หากเราต้องการจัดการการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน เราอาจต้องเริ่มจากการปรับมุมมองจากเน้นการพึ่งพาการนับจำนวน ไปสู่การฟังและเข้าใจปฏิบัติการของผู้คนอย่างละเอียดอ่อนมากขึ้น เพราะในท้ายที่สุด ความอยู่ร่วมกันอย่างสันติในเมืองท่องเที่ยว อาจเริ่มจากการยอมรับว่า เมืองไม่เคยเป็นของใครคนใดคนหนึ่งเลย

 

ที่มา Eggli, F., & Wattanacharoensil, W. (2025). Living with tourism: a fluid interplay of various actors within the urban tourism space. Tourism Recreation Research. DOI: 10.1080/02508281.2025.2559263

Share This Story !

Published On: 26/12/2025,1.9 min read,Views: 500,

Related projects

  • ¡Hola! Spanish Travelers

    มกราคม 13, 2026

  • ‘เรื่องเล่น’ เรื่องเล็กน้อยมหาศาล

    มกราคม 13, 2026

  • ‘DESERT SUPERCITY’ มหานคร แห่งทะเลทราย

    มกราคม 13, 2026